posttoday
ชวนเอสเอ็มอีไทย บุกตลาดมังกร

ชวนเอสเอ็มอีไทย บุกตลาดมังกร

16 กรกฎาคม 2558

โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน

โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน

ท่ามกลางความผันผวนทางการเงินในตลาดการเงินโลก และความกังวลต่อเศรษฐกิจจีน รวมถึงตลาดหุ้นประเทศจีนที่ดัชนีร่วงลงแรงในช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกันเศรษฐกิจพื้นฐานไทยยังคงแข็งแกร่ง โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 6-8%

ขณะเดียวกัน มีการประเมินว่าอีก 15 ปีข้างหน้า ขนาดเศรษฐกิจของจีนจะอยู่ที่ 22.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จากปัจจุบันมีขนาด 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ใหญ่กว่าประเทศบราซิล ญี่ปุ่น และเยอรมนีรวมกัน ขยับเข้าไปใกล้สหรัฐอเมริกาที่มีขนาดเศรษฐกิจเท่ากับ 25 ล้านเหรียญสหรัฐ

“การเติบโตของประเทศจีนยังมีอีกมหาศาล เป็นโอกาสสำคัญของเอกชนไทยที่จะรุกตลาดในประเทศจีนเพราะชาวจีนมีกำลังซื้อสูงมาก และกลุ่มตลาดระดับกลางจะมีมากขึ้น ประกอบกับขณะนี้ชาวจีนให้ความสนใจและนิยมสินค้าไทยในระดับต้นๆ” เทอเรนซ์ ฮอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีเอ็ม อินเทลิเจนซ์ กรุ๊ป ประเทศฮ่องกง บริษัทที่ปรึกษากล่าว

สำหรับผู้ประกอบการไทยที่จะเข้าไปตลาดจีน โดยเฉพาะเอสเอ็มอีสามารถเข้าไปขยายตลาดผ่านการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศจีน คือ ตลาดซื้อขายตราสารทุนเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Equity Exchange) หรือ SEE เป็นตลาดที่รัฐบาลประเทศจีน ส่งเสริมให้บริษัทขนาดย่อมเข้าไประดมทุนได้โดยไม่มีกฎระเบียบที่เข้มงวด ผ่อนปรนให้แก่นักลงทุนต่างชาติ และเป็นการซื้อขายนอกตลาดหุ้น (over the counter trade) ใหญ่สุดในประเทศจีน มีบริษัทจีนเข้าไประดมทุนกว่า 4,900 บริษัท

ฮอง กล่าวว่า ที่ผ่านมา 20% ของบริษัทที่เข้าไประดมทุนในปีแรก มีผลกำไรเพิ่มขึ้น 2-20 เท่า ปัจจุบันมีบริษัทญี่ปุ่นเข้าไประดมทุนแล้ว 8 บริษัท รวมถึงบริษัทในอาเซียนอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อเข้าไประดมทุนเช่นกัน ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (Hong Kong Exchange) หรือ HKEx เหมาะกับบริษัทไทยที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยมีเป้าหมายที่จะเติบโตในตลาดจีนและตลาดโลก

สำหรับ 8 กลุ่มธุรกิจหลักที่มีโอกาสและมีศักยภาพเข้าไประดมทุนในตลาด SEE และ HKEx ได้แก่ 1.ธุรกิจไอที ซอฟต์แวร์ อินเทอร์เน็ต 2.ธุรกิจให้บริการทางการเงิน 3.ธุรกิจความสวยงาม 4.ธุรกิจสปาและสมุนไพร 5.ธุรกิจไบโอเทคโนโลยี 6.ธุรกิจอาหารแปรรูป อาหารไทย 7.ธุรกิจสำหรับตลาดกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ และ 8.ธุรกิจบริการด้านต่างๆ

“วันวนัส มาอินทร์” หัวหน้าผู้แทน บริษัท บีเอ็ม อินเทลิเจนซ์ กรุ๊ป ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การปรับตัวลงของ SSE ที่เห็นจากตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Composite Index) และตลาดหุ้นจีนอื่นไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมาย เพราะตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ในเวลา 9 เดือน ดัชนีเพิ่มจาก 2,500 ถึงสูงสุด 5,000 จุด ถือว่าช่วงสามไตรมาสดัชนีเพิ่มขึ้น 100% ถือเป็นเรื่องปกติ หากตลาดหุ้นปรับขึ้นมาก นักลงทุนต้องขายเพื่อทำกำไร

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจและระบบการเงินของจีนเป็นแบบปิด คนจีนมีเงินขึ้นมามาก แต่ไม่สามารถนำเงินออกนอกประเทศได้อย่างเสรี ซึ่งแทนที่จะฝากธนาคารไว้ได้ดอกเบี้ยระดับต่ำ สิ่งที่ทำคือมาลงทุนในตลาดหุ้น ส่งผลให้มีเงินไหลเข้าสู่ตลาดทุน ซึ่งหากตลาดหลักทรัพย์โดยทั่วไปยังคงผันผวนอยู่ SEE จะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและเหมาะสมกับการลงทุนและเติบโตขององค์กรระยะยาว

ตัวอย่างเอสเอ็มอีจากต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จใน SEE อาทิ บริษัท Blanc ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบริษัทขายขนตาปลอม จดทะเบียนใน SEE ได้รับความสำเร็จทั้งในลักษณะ B2C คือการขยายตลาดสู่ลูกค้าคนจีน และ B2B ที่สำคัญได้ร่วมมือกับ AEON ในจีน ในการทำผลิตภัณฑ์วางขายทั่วทุกสาขา

“วันวนัส” กล่าวทิ้งท้ายว่า ธุรกิจไทยที่จะเข้าไปประเทศจีนและฮ่องกง ต้องเป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามีนวัตกรรม มีความน่าสนใจ และมีศักยภาพที่จะเติบโต รวมถึงต้องเป็นธุรกิจที่ไม่ได้แข่งขันเรื่องราคาสินค้า เพราะไม่สามารถแข่งกับจีนได้อย่างแน่นอน

ถือเป็นอีกทางเลือกให้แก่ผู้ประกอบการไทย ในการหาแหล่งเงินทุน ที่จะสามารถสร้างโอกาสและเข้าถึงนักลงทุนได้จากทั่วโลก

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ