
ภัยแล้ง-ป่าหด-โลกร้อน วอนเปิดทางชุมชนมีส่วนร่วม
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
ขณะที่ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาภัยแล้งครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ชาติ หลายประเทศกำลังเผชิญกับภัยพิบัติแบบตรงกันข้าม เช่น จีนและไต้หวัน ที่ได้รับความเสียหายจากพายุไต้ฝุ่นจันหอม
ปฏิเสธไม่ได้ว่าลักษณะภัยพิบัติที่เปลี่ยนแปลงไปและรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ มีสาเหตุหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เรื่องที่มีการรณรงค์ให้ทุกประเทศตระหนักมานานราว 10 ปี
สาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มาจากก๊าซเรือนกระจก (Green House Gas) เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งปล่อยออกมาจากภาคอุตสาหกรรมจำนวนมาก ก๊าซมีเทน ก๊าซไนตรัสออกไซด์ ลอยขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศ ทำลายชั้นโอโซน อีกสาเหตุหนึ่งคือการทำลายสิ่งที่ช่วยป้องกันก๊าซเหล่านี้ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ นั่นคือ “ป่าไม้”
ข้อมูลจากรายงานประเมินทรัพยากรป่าโลก 2553 จัดทำโดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) พบว่า ในปี 2553 นั้น หลายประเทศในอาเซียนเหลือพื้นที่ป่าน้อยกว่า 50% ของพื้นที่ประเทศ ได้แก่ พม่า 48% เวียดนาม 44% ไทย 37% ฟิลิปปินส์ 26% สิงคโปร์ 3% กล่าวคือ ครึ่งหนึ่งของอาเซียน มีพื้นที่ป่าเหลือไม่ถึงครึ่ง
ในยุคที่ก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน บางประเทศให้ความสำคัญกับพื้นที่ป่าน้อยลง ถางพื้นที่ป่ารองรับนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น น่าเป็นห่วงว่ารายงานการประเมินทรัพยากรป่าโลก 2558 ที่จะเผยแพร่ในเดือน ก.ย.นี้ อาจเผยแพร่สถานการณ์ป่าที่ชวนให้ปวดหัวใจมากกว่านี้ และสุ่มเสี่ยงว่าภูมิภาคนี้จะต้องเผชิญกับภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น หากไม่แก้ปัญหา
ล่าสุด ในการประชุมระดับภูมิภาคว่าด้วย “คนและป่า” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (รีคอฟ-RECOFTC) เครือข่ายวนศาสตร์ชุมชนอาเซียน (ASFN) เอฟเอโอ และเครือข่ายจากทั้งในและนอกอาเซียน เมื่อวันที่ 8-10 ก.ค.ที่ผ่านมา มีตัวแทนท้องถิ่นและภาคส่วนต่างๆ จากกัมพูชา อินโดนีเซีย เมียนมา เวียดนาม ลาว ไทย รวมถึงเนปาล ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องที่เป็นประเด็นสำคัญทางด้านป่าไม้ สำหรับในท้องที่ต่างๆ เพื่อเป็นเสียงสะท้อนไปสู่เวทีป่าไม้ระดับโลกครั้งที่ 14 ในเดือน ก.ย.นี้
เทยา ชอว์ ชนพื้นเมืองจากหมู่บ้านเปงแนกอน เมืองเลชีของเมียนมา มองว่า คนท้องถิ่นมีความสามารถและต้องการที่จะปกป้องป่าอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก แต่ในขณะเดียวกันคนท้องถิ่นก็ต้องมีทรัพยากรในการจัดการเรื่องดังกล่าวเช่นกัน
ขณะที่ เกริก มีมุ่งกิจ เกษตรกรสมาชิกธนาคารต้นไม้ จ.สระแก้ว บอกว่า หากต้องการให้ประเทศเป็นสีเขียว ต้องส่งเสริมพลังของคนท้องถิ่น ตัวเขาเองได้ใช้ชีวิตอยู่กับป่าอย่างพอเพียงและได้ใช้ความรู้ที่มีอยู่เพื่อชุมชนท้องถิ่นให้ท้องถิ่นได้รับการพัฒนาอย่างยืน รวมทั้งได้ถ่ายทอดความรู้ที่มีต่อชุมชนอีกด้วย
ด้าน เอม โสโพน ตัวแทนจากภาคประชาสังคมของกัมพูชา เสริมว่า เมื่อชุมชนมีศักยภาพชุมชนสามารถทำเรื่องต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จได้
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ข้อสรุป 4 เรื่องเร่งด่วน ซึ่งผู้มีสิทธิตัดสินใจควรนำไปพิจารณา ได้แก่ 1.การให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนานโยบายและระเบียบข้อบังคับ 2.การกำหนดพื้นที่ทำกินและจัดตั้งป่าชุมชน 3.การสนับสนุนเงินทุนและทรัพยากรอื่นๆ ในการจัดทำป่าชุมชน และการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่และวิสาหกิจชุมชน และ 4.การเสริมสร้างศักยภาพต่อผู้นำชุมชน การเข้าถึงข้อมูล และสร้างเครือข่าย
ในขณะที่ภาคประชาสังคมและภาคท้องถิ่นรวมตัวกัน เพื่อหาแนวทางปกป้องป่าของตัวเองให้ดำรงอยู่ ภาคส่วนอื่นๆ เช่น ภาครัฐและภาคเอกชน อาจต้องย้อนหันกลับมามอง ไม่ให้ประเทศตัวเองดึงดูดการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่อาจต้องหาวิธีป้องกันไม่ให้พื้นที่ป่าดั้งเดิมที่เคยมีหายไป รวมถึงพยายามเพิ่มพื้นที่ป่าให้มากขึ้น
หากไม่เร่งช่วยเหลือกัน ภูมิภาคนี้อาจต้องเผชิญภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงกว่าเดิม ปัญหาทั้งหมดจะกลับมาถึงทุกภาคส่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







