posttoday
จากธุรกิจเพื่อสังคม สู่ครอบครัวเพื่อสังคม

จากธุรกิจเพื่อสังคม สู่ครอบครัวเพื่อสังคม

13 กรกฎาคม 2558

ปกติของการทำธุรกิจ แล้วมักจะหวังการทำกำไรสูงสุดเป็นที่ตั้ง แต่ในปัจจุบันที่โลกเราเปลี่ยนไปมาก การทำธุรกิจยุคใหม่จะใส่ใจเฉพาะตัวเลขผลกำไรและความพึงพอใจของผู้ถือหุ้นอย่างเดียวไม่ได้แล้วค่ะ ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมต่างๆ นอกเหนือจากในส่วนของภาคธุรกิจอย่างเดียว โดยที่กำลังมาแรงคือ ธุรกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise เป็นธุรกิจที่มีการประกอบการที่ต้องมีผลกำไรเหมือนธุรกิจทั่วๆ ไป มีการผลิตสินค้าและบริการออกจำหน่ายสู่ตลาดเพื่อหากำไรตามปกติ แต่กระนั้น ก็มีอยู่ 3 เรื่องด้วยกันที่ทำให้ Social Enterprise ต่างจากธุรกิจค้ากำไรทั่วๆ ไปค่ะ

ปกติของการทำธุรกิจ แล้วมักจะหวังการทำกำไรสูงสุดเป็นที่ตั้ง แต่ในปัจจุบันที่โลกเราเปลี่ยนไปมาก การทำธุรกิจยุคใหม่จะใส่ใจเฉพาะตัวเลขผลกำไรและความพึงพอใจของผู้ถือหุ้นอย่างเดียวไม่ได้แล้วค่ะ ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมต่างๆ นอกเหนือจากในส่วนของภาคธุรกิจอย่างเดียว โดยที่กำลังมาแรงคือ ธุรกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise เป็นธุรกิจที่มีการประกอบการที่ต้องมีผลกำไรเหมือนธุรกิจทั่วๆ ไป มีการผลิตสินค้าและบริการออกจำหน่ายสู่ตลาดเพื่อหากำไรตามปกติ แต่กระนั้น ก็มีอยู่ 3 เรื่องด้วยกันที่ทำให้ Social Enterprise ต่างจากธุรกิจค้ากำไรทั่วๆ ไปค่ะ

ประการแรกเลย Social Enterprise ไม่ใช่ธุรกิจที่มุ่งหวังกำไรสูงสุดเป็นเป้าหมายหลักค่ะ แต่มีเป้าหมายธุรกิจที่ชัดเจนในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ธุรกิจแบบนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งในทางกลับกัน หากสังคมดีขึ้นก็ย่อมดีต่อรายได้ของธุรกิจประเภทนี้ด้วยค่ะ สังคมที่ดีขึ้นในท้ายที่สุดจะส่งผลย้อนกลับมาให้กิจการเติบโตได้และมีกำไรในระยะยาว แทนที่จะมุ่งทำกำไรสูงสุดในระยะสั้น แต่สร้างผลเสียต่อสังคมแบบธุรกิจในอดีตค่ะ

ประการที่ 2 สอดคล้องกับข้อแรกค่ะ เมื่อ Social Enterprise มุ่งเน้นเป้าหมายพัฒนาสังคมโดยรวมแล้ว แหล่งรายได้และกำไรของ Social Enterprise ย่อมมาจากการผลิตสินค้าที่มุ่งพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นหลักค่ะ ดังนั้นลักษณะของรายได้และกำไรจะยั่งยืนตามสังคมที่โตอย่างยั่งยืนด้วย

ประการที่ 3 เมื่อ Social Enterprise มีเป้าหมายที่ใส่ใจสังคม รวมทั้งมุ่งผลิตสินค้าและบริการที่ตอบสนองสังคมที่ดีขึ้นแล้ว กระบวนทางธุรกิจ การดำเนินงาน การผลิต รวมถึงสินค้าและบริการที่ผลิตออกมา ก็ต้องไม่สร้างผลเสียต่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมด้วยค่ะ

ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากคุณลักษณะทั้ง 3 ข้อ จะเห็นว่า ธุรกิจที่เป็น Social Enterprise จะต้องทำธุรกิจอย่างใส่ใจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดทั้งกระบวนการเลย ตั้งแต่เริ่มต้น ว่าเรามีพันธกิจอะไร เพื่อดูแลสังคมให้ดีขึ้น สินค้าและบริการประเภทไหน ที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้ และแนวทางทำธุรกิจแบบไหนที่ไม่ส่งผลเสียต่อสังคม

มาถึงจุดนี้ดิฉันมองไปไกลกว่าแค่ในภาคธุรกิจค่ะ หากมองสังคมภาพใหญ่จะพบว่า หน่วยของสังคมที่เป็นพื้นฐานและสำคัญที่สุดก็คือ ครอบครัวนั่นเองค่ะ ปัจจุบันเราเห็นธุรกิจมากมายหันมาสู่ Social Enterprise หนึ่งในนั้นก็คือ ธุรกิจติด Solar Roof ที่อยู่อาศัย ซึ่งเป้าหมายการติด Solar Roof ก็เพื่อช่วยให้มีพลังงานสะอาดใช้อย่างยั่งยืน และครอบครัวที่ติด Solar Roof จะได้ประโยชน์ 2 อย่าง

อย่างแรกก็คือ มีรายได้จากการขายไฟให้รัฐ สองก็คือ ภายใต้ระบบ Net Metering ครัวเรือนสามารถใช้ไฟจาก Solar Roof แล้วขายส่วนที่เหลือให้รัฐได้ เป็นการช่วยประหยัดค่าไฟ สร้างรายได้ ทำให้รัฐไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ที่กระทบต่อระบบนิเวศ

ภายใต้ระบบนี้ ครอบครัวที่ติด Solar Roof ย่อมมีสภาพเหมือนเป็น Social Enterprise เล็กๆ อยู่ในชุมชนกระจายไปทั่วค่ะ ซึ่งโมเดลนี้สามารถช่วยให้ครอบครัวบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจของตัวเองภายใต้ความยั่งยืน ในระยะยาวของสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งจะย้อนกลับมายกระดับคุณภาพชีวิตอีกที ฉะนั้นถึงเวลาที่จะสร้างครอบครัว เพื่อพัฒนาสังคมที่ดีในระยะยาวร่วมกันค่ะ

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย