
หญิงเหล็ก‘วีนามิลค์’
หากพูดถึงธุรกิจเวียดนามที่ยืนอยู่แถวหน้าของวงการ ย่อมมีชื่อของ “วีนามิลค์” ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่ของประเทศ
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
หากพูดถึงธุรกิจเวียดนามที่ยืนอยู่แถวหน้าของวงการ ย่อมมีชื่อของ “วีนามิลค์” ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่ของประเทศ ที่นอกจากจะยึดหัวหาดตลาดภายในประเทศได้แล้ว ยังสยายปีกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งมองไกลไปถึงยุโรป และตะวันออกกลาง
ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของอาณาจักรแห่งนี้ คือ มา กิ่ว เลียน ประธานบริษัท วีนามิลค์ หญิงแกร่งผู้ปลุกปั้นรัฐวิสาหกิจของประเทศ ก่อนแปลงฐานะมาเป็นบริษัทที่มีนักลงทุนต่างชาติถือหุ้นอยู่ 49% ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดตามกฎหมาย
เลียน จบการศึกษาสาขาอาหารด้านผลิตภัณฑ์นมและเนื้อสัตว์ จากมหาวิทยาลัยมอสโก สหภาพโซเวียต เธอเริ่มทำงานกับวีนามิลค์ตั้งแต่ปี 2519 จนกระทั่งปี 2551 ได้ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของบริษัท โดยเธอเคยประกาศว่า เป้าหมายสูงสุดในการบริหารงานคือ การพัฒนาคุณภาพ มาตรฐานของผลิตภัณฑ์วีนามิลค์ให้แข่งขันในตลาดโลกได้
เธอได้พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนถึงเป้าหมายดังกล่าว เมื่อเกิดวิกฤตนมปนเปื้อนเมลามีนของจีน ซึ่งสินค้าส่วนหนึ่งถูกนำเข้ามาจำหน่ายในเวียดนามด้วย ส่งผลให้ยอดขายสินค้าท้องถิ่นกลุ่มเดียวกันตกฮวบลงไป เพราะคนวิตกเรื่องคุณภาพ
ทว่าครั้งนั้น ผลิตภัณฑ์ของวีนามิลค์กลับได้รับผลกระทบเล็กน้อย เนื่องจากบริษัทสามารถทำให้ผู้บริโภคไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ พร้อมให้คำมั่นว่าจะควบคุมมาตรฐานการผลิตให้ดีที่สุด ทำให้เธอได้รับการยอมรับและยังได้พิสูจน์ไปในตัวว่าสินค้าของวีนามิลค์มีคุณภาพดีจริง
ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์วีนามิลค์ผ่านการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรระดับโลก (Global GAP) และยังได้รับมาตรฐานด้านความปลอดภัยในระดับสากล ซึ่งบริษัทได้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญชาวออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ และประเทศอื่นๆ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี และปรับปรุงอุปกรณ์ในการผลิตให้ทันสมัย ส่งผลให้ฟาร์มโคนมในเมืองเง่ห์ อาน เป็นฟาร์มที่ได้รับมาตรฐาน GlobalGAP เป็นแห่งแรก
สำหรับเป้าหมายต่อไป เลียนวางแผนขยายตลาดต่างประเทศ ด้วยการสร้างโรงงานผลิตสินค้าในเขตเศรษฐกิจพิเศษของ “กัมพูชา” คาดว่าจะเดินเครื่องผลิตได้ภายในปีนี้ ซึ่งจะมีกำลังการผลิตนม 19 ล้านลิตร และผลิตภัณฑ์โยเกิร์ต 64 ล้านแพ็ก/ปี และป้อนสินค้าทั้งหมดเข้าสู่ตลาดกัมพูชา ตั้งเป้ายอดขายปีแรกไว้ที่ 35 ล้านเหรียญสหรัฐ และกำลังมอง “ไทย” เป็นเป้าหมายลงทุนถัดไป อีกทั้งวางแผนเพิ่มจำนวนวัวในฟาร์มเป็น 1.4 แสนตัว ภายในปี 2563 จากปัจจุบันมีวัว 8 หมื่นตัว ในฟาร์ม 5 แห่ง โดยคาดหวังให้รองรับความต้องการสินค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในยุโรปและตะวันออกกลาง
วีนามิลค์วางเป้ายอดขายระดับ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2560 ซึ่งหากทำสำเร็จ จะผลักดันให้บริษัทติดอันดับ 1 ใน 50 ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่ที่สุดของโลก และการก้าวไปถึงจุดนั้นย่อมหมายถึงว่า วีนามิลค์ต้องส่งออกสินค้าสู่ตลาดโลกด้วย
ทั้งนี้ เมื่อปี 2556 วีนามิลค์กวาดยอดขาย 1,650 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจัดว่าเป็นผลประกอบการที่ดีที่สุดในกลุ่มผู้ผลิตสินค้าอาหารของเวียดนาม ที่มีมูลค่าตลาดรวม 4,880 ล้านเหรียญสหรัฐ และวีนามิลค์ถือเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากปิโตรเวียดนาม







