
การเป็นนักลงทุน ที่ชาญฉลาด (ตอนที่ 9 )
โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ
โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ
วิธีการลงทุนอีกแบบคือ BOTTOM UP เป็นวิธีที่ตรงข้ามกับแบบ TOP DOWN โดย TOP DOWN จะเป็นการมองจากข้างบนลงล่าง คือจะมองแบบ MACRO ก่อนโดยดูภาพเศรษฐกิจโลกว่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร และอุตสาหกรรมใดที่น่าสนใจในภาวะเศรษฐกิจเช่นนั้น แล้วค่อยมาดูรายบริษัทที่น่าสนใจที่อยู่ในอุตสาหกรรมนั้นๆ นั่นคือมาเจาะ MICRO ทีหลัง
ในขณะที่ BOTTOM UP นั้น โดยปกติผมจะมีหุ้นที่ผมติดตามอยู่เป็นประจำประมาณ 30-40 ตัว โดยตัวไหนที่ผมถืออยู่ในปัจจุบัน ก็จะติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนตัวไหนไม่ได้ถืออยู่แต่เคยถือหรือแม้แต่ไม่เคยถือ แต่ว่าน่าสนใจ ก็จะคอยติดตามห่างๆ หุ้นตัวที่ติดตามห่างๆ เมื่อมีแนวโน้มว่าธุรกิจของบริษัทนั้นเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้นจนผมรู้สึกว่าน่าสนใจ ผมก็จะติดตามอย่างใกล้ชิดมากขึ้น
เมื่อเลือกหุ้นที่น่าสนใจได้และราคาที่เหมาะสมได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือหาจังหวะในการเข้าไปลงทุน ซึ่งปกติผมจะใช้การวิเคราะห์เทคนิคคือการนำกราฟของราคาหุ้นตัวที่คิดว่าจะเข้าไปลงทุน ว่ามีแนวโน้มอย่างไร เป็นขาขึ้นขาลงหรือแกว่งตัวแคบ ซึ่งแนวโน้มของราคาหุ้นก็มีเพียงแค่ 3 แนวโน้ม
แต่เวลาดูกราฟปกติผมจะใช้กราฟที่เป็นรายเดือนก่อนเพื่อดูแนวโน้มในระยะยาว ถ้ากราฟบอกว่าแนวโน้มระยะยาวอยู่ในขาขึ้น อย่างนี้ค่อยสบายใจว่าหุ้นตัวนี้มีความเสี่ยงจากการลงทุนระยะยาวไม่มากนัก หลังจากนั้นก็มาดูกราฟรายสัปดาห์เพื่อดูแนวโน้มระยะกลาง และถ้ากราฟบอกว่า โอเค อย่างนี้ก็หมายความว่ามีความเสี่ยงในระยะกลางน้อย แล้วสุดท้ายก็มาดูกราฟรายวัน ถ้ากราฟรายวันบอกว่าในระยะสั้นเป็นแนวโน้มขาขึ้นด้วย อย่างนั้นคงต้องซื้อเลยทันที แต่ถ้ากราฟรายวันมีแนวโน้มเป็นขาลง ผมยังไม่ต้องรีบซื้อทีเดียวเลย อาจจะแบ่งการซื้อเป็นหลายๆ ครั้ง ตามแนวรับที่ได้จากการดูกราฟ นั่นหมายถึงผมจะได้หุ้นตัวนี้ในราคาที่ถูกลงไปอีก นั่นหมายถึงผมจะยิ่งมีอัตรากำไรที่ปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งจะตามมาด้วยผลกำไรที่มีโอกาสมากขึ้น
ทีนี้คำถามที่ท่านผู้อ่านที่พอจะมีความรู้ความเข้าใจในการใช้เทคนิคต่างๆ ในการดูกราฟ คงอยากจะทราบว่า ปกติผมใช้ ดัชนีชี้วัดตัวไหนในการวิเคราะห์ จริงๆ แล้วตัวที่ผมใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นพื้นฐาน คือ
1.MOVING AVERAGE (MA) หรือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ มีหลายคนที่เริ่มศึกษาเรื่องเทคนิคใหม่ มักจะชอบถามว่า ที่มาของดัชนีชี้วัดทั้งหลายนั้น มีสูตรในการคำนวณเพื่อที่จะได้มาอย่างไร ผมเองก็เป็นคนหนึ่งในช่วงเวลาที่เริ่มศึกษาแนวทางนี้ ก็มีความสงสัยดังกล่าวเช่นกัน อาจจะเป็นเพราะสมัยเรียนหนังสือ วิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ผมชอบกระมัง ทำให้มีความอยากรู้ที่มาที่ไป แต่พอผ่านไปสักพักผมพบว่ามันไม่มีความจำเป็นแม้แต่น้อยที่จะรู้ที่มาของค่าดัชนีต่างๆ
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของการวิเคราะห์แบบนี้คือ การดูที่ผลลัพธ์ หรือกราฟที่แสดงออกมา แล้วเราตีความว่าอย่างไร การวิเคราะห์ทางเทคนิคนี้ผมมีความรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่จะต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ เพราะว่ากราฟรูปเดียวกัน นักวิเคราะห์หลายคนอาจจะเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในรูปนั้นแตกต่างกัน ผู้ที่มีประสบการณ์ในการดูกราฟมานานและมีความเชี่ยวชาญอาจจะเห็นหลายๆ ภาพซ้อนกันอยู่ในภาพเดียวกัน ซึ่งผมจะพูดถึงในโอกาสต่อไป แต่ตอนนี้เรากลับมาที่ดัชนีตัวแรกก่อน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ผู้ที่เริ่มศึกษาการดูกราฟเริ่มต้นจะต้องเรียนรู้ก่อนเป็นตัวแรก MOVING AVERAGE ที่นักลงทุนใช้จะมีหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นแบบ SIMPLE (ปกติ) WEIGHTED (แบบถ่วงน้ำหนัก) และแบบ EXPONENTIAL (แบบยกกำลัง)
ตัวผมเองผมจะใช้แบบ EXPONENTIAL เป็นหลัก เพราะว่ามักจะส่งสัญญาณเร็วกว่า 2 แบบที่เหลือ แต่บางครั้ง สำหรับหุ้นบางตัว ถ้าผมย้อนไปดูอดีตแล้วรู้สึกว่า แบบ EXPONENTIAL ไม่แม่นยำ ผมจะลองใช้แบบ SIMPLE หรือแบบ WEIGHTED ดูเพื่อหาดูว่ารูปแบบใดที่เหมาะกับหุ้นตัวนั้นๆ โดยดูจากความแม่นยำในอดีต โดยนักวิเคราะห์ทางเทคนิคมีความเชื่อเรื่อง “HISTORY WILL REPEAT ITSELF” หรือประวัติศาสตร์มักจะย้อนรอยตัวเอง
นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เขามาดูรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นจากกราฟนั่นเอง ทีนี้เทคนิคในการดู MOVING AVERAGE มีอะไรบ้าง ก่อนอื่นเราต้องเลือกจำนวนวันที่จะใช้เสียก่อน ปกติผมจะใช้ MA 5, 10, 15, 25, 75 และ 200 วัน โดยเส้น 5 วันเป็นตัวแทนของระยะสั้นมากๆ เส้น 10 วันเป็นตัวแทนระยะสั้น ส่วนเส้น 25 วันเป็นตัวแทนระยะระหว่างระยะสั้นและระยะปานกลาง เส้น 75 วันเป็นตัวแทนระยะปานกลาง และ 200 วันเป็นตัวแทนระยะยาว เรื่องของ MA ยังไม่จบ แต่เนื้อที่หมดเสียก่อน มาอ่านต่อในสัปดาห์หน้ากันนะครับ







