เศรษฐกิจโลกเปราะบาง... แต่ส่งออกไทยยังมีหวัง
วันนี้การส่งออกไทยต้องมองไปที่ภาคบริการที่ใหญ่มาก เราต้องพัฒนาการส่งออกภาคบริการ
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
การทยอยปรับลดเป้าหมายส่งออกปี 2558 ของทั้งหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวเป็นบวก แต่มาวันนี้มีการประเมินว่าการส่งออกไทยปีนี้จะติดลบ 1.5-2% หลังตัวเลขส่งออกเดือน พ.ค.ติดลบ 5.01%
“ตราบใดที่มีชีวิต ก็ต้องมีความหวัง แม้การส่งออกของไทย ณ วันนี้ จะเจอกับภาวะเศรษฐกิจโลกเปราะบางมาก เกิดปัญหาวิกฤตหนี้กรีซ ซึ่งไม่รู้ว่าจะออกหัวออกก้อย ยิ่งกระทบต่อกำลังซื้อในยุโรป และค่าเงินยูโรที่ตกลง สินค้าไทยส่งออกไปยุโรปก็แพงขึ้น แต่หากมองตัวเลขส่งออกไทยจริงๆ โดยหักสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและทองคำ ซึ่งเป็นสินค้าเก็งกำไรออกไป ตัวเลขส่งออกในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ก็ไม่ได้ตกมากมาย คือ ลบเพียง 1.56% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่า การส่งออกสินค้าปกติของไทยยังพอมีช่องทางที่จะผลักดันได้อยู่” อภิรดี ตันตราภรณ์ รมช.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษ “โพสต์ทูเดย์”
อภิรดี กล่าวว่า ตลาดส่งออกที่กระทรวงพาณิชย์มองว่ายังมีการเติบโตและผลักดันการส่งออกได้อยู่ ซึ่งจะต้องทำแผนกระตุ้นการส่งออกระยะสั้น ได้แก่ สหรัฐ จีน อินเดีย อาเซียน และแอฟริกาใต้ เริ่มตั้งแต่ตลาดสหรัฐ ซึ่งมีข่าวดีหลังสหรัฐต่ออายุโครงการสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) อีก 4 ปี 5 เดือน ทำให้สินค้าไทย 3,400 รายการ ยังคงได้สิทธิจีเอสพี
“สหรัฐเป็นตลาดที่กำลังโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะเศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัว เมื่อไทยได้สิทธิจีเอสพีคืนมา ทำให้เราต้องเร่งผลักดันต่อเนื่อง โดยขณะนี้ก็เริ่มเห็นผลแล้ว จากการที่สินค้าไทยได้รับภาษีคืนย้อนหลังจากโครงการจีเอสพีมูลค่าหลายพันล้านบาท”
สำหรับตลาดจีน แม้ว่าปีนี้เศรษฐกิจจีนจะโตต่ำ แต่ก็ยังมีอำนาจซื้อเป็นพันๆ ล้าน โดยขณะนี้กระทรวงกำลังทำแผนที่จะรุกตลาด เช่น นำสินค้าอัญมณีไปเปิดตลาดในจีน
“แม้ว่าจีนจะมีนโยบายปราบคอร์รัปชั่น ทำให้ตลาดอัญมณีไม่ได้ซื้อง่ายขายคล่องเหมือนเมื่อก่อน แต่ไทยก็ต้องปรับตัวเพื่อผลักดันสินค้าให้ขายได้ โดยผู้บริโภคของจีนวันนี้ เป็นกลุ่มผู้ทำงานรุ่นใหม่ มีอำนาจซื้อ ไทยต้องปรับสินค้าที่จะนำเข้าไปขาย ต้องเข้าไปเจาะเป็นรายมณฑล ส่วนการกีดกันทางการค้าที่เกิดขึ้นระหว่างเมือง ก็ต้องแก้กันเป็นกรณีไป เพียงแต่ต้องบุกเข้าไปให้ได้ก่อน”
อภิรดี ระบุว่า อีกกลุ่มประเทศที่จะมีแผนไปเจาะตลาดเร็วๆ นี้ คือ ตลาดแอฟริกา โดยกระทรวงจะไปเปิดตลาดสินค้าที่แอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางที่จะกระจายสินค้าไปยังประเทศในกลุ่มแอฟริกาอื่นๆ โดยเฉพาะสินค้าข้าว เพราะแอฟริกาเป็นตลาดข้าวขนาดใหญ่ของไทย รวมทั้งจะไปโมซัมบิก ซึ่งเป็นแหล่งพลอยขนาดใหญ่ ที่จะใช้เป็นแหล่งวัตถุดิบในการผลิตสินค้าอัญมณีเพื่อส่งออกของไทยได้
ขณะที่ตลาดอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดเดียวในโลกที่ยังขยายตัวในอัตราที่สูง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (เมียนมา กัมพูชา ลาว เวียดนาม) แต่เนื่องจากเป็นตลาดที่อำนาจซื้อน้อย เวลามองซีแอลเอ็มวีจะต้องมองให้เชื่อมกัน
“หากจะเจาะตลาดลาวก็ต้องไปลาวที่เชื่อมกับจีนตอนใต้ ถ้าเจาะตลาดเมียนมาต้องมองเมียนมาที่เชื่อมอินเดียตะวันออก ตลาดอินเดียก็เช่นกัน เราต้องมองรวมเป็นตลาดชมพูทวีป และหากการเจรจาเอฟทีเอไทยกับอินเดียในสินค้ารายการที่เหลือสำเร็จ จะผลักดันให้การส่งออกในตลาดนี้ขยายตัว”
ในส่วนตลาดญี่ปุ่น แม้จะเป็นตลาดนิ่งๆ แต่เป็นตลาดไฮเอนด์ คือ ต้องการสินค้าคุณภาพสูง ขณะที่สินค้าผักและผลไม้จากไทยไปได้ดีมากในตลาดญี่ปุ่น แต่ยังติดขัดเรื่องโลจิสติกส์จากเชียงใหม่ไปเมืองเซนไดของญี่ปุ่น ซึ่งทางกระทวงพาณิชย์ก็จะเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหา
สำหรับตลาดที่กำลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอย่างตลาดยุโรปนั้น อภิรดี มองว่า แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจในยุโรปจะเปราะบางมาก เนื่องจากวิกฤตหนี้กรีซและเงินยูโรอ่อนค่า แต่ตลาดยุโรปก็ยังพึ่งพาได้ เพียงแต่ต้องเลือกกลุ่มผู้ซื้อและสินค้าที่จะเข้าไปเจาะ เช่น ถ้าจะเจาะกลุ่มคนซื้อที่เป็นระดับไฮเอนด์ก็ต้องส่งออกอาหารสุขภาพ
“เราต้องยอมรับว่าตลาดโลกไม่ดีเหมือนเมื่อก่อน หากส่งออกจะดีได้ ก็ต้องผลักดันมากขึ้น อย่างตอนนี้ตลาดยุโรปทรุด ก็ต้องไปเจาะหาช่องทางที่เป็นกลุ่มเฉพาะ (นิชมาร์เก็ต) เช่น อาหารที่ส่งออกไปยุโรปก็ควรเป็นพวกสินค้าอินทรีย์ที่มีคุณภาพ ส่วนสินค้าเสื้อผ้าที่ไทยรับจ้างผลิตไม่ได้แล้ว เพราะค่าแรงสู้ใครไม่ได้ เราก็จะต้องทำตัวให้เก่งเรื่องออกแบบ และถ้าแบรนด์ไทยจับมือกับประเทศที่มีอำนาจในการสร้างแบรนด์ แล้วร่วมมือกับเพื่อนบ้านรับจ้างผลิตเพราะค่าแรงถูก แบรนด์ไทยก็จะแข่งขันได้”
ในขณะที่สินค้าไทยที่ยังมีอนาคตในการส่งออก อภิรดี ระบุว่า ยังคงเป็นสินค้าในกลุ่มยานยนต์ ซึ่งวันนี้ไทยไม่มีแต่รถกระบะ แต่มีรถอีโคคาร์ที่เป็นสินค้าที่เร่งการส่งออกให้ไทยได้ รวมถึงสินค้าในกลุ่มพืชสมุนไพรที่มาใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ซึ่งมีตลาดคนรักสุขภาพรองรับมากมาย และสินค้าเกษตรอินทรีย์ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์ ซึ่งมีราคาสูงกว่าข้าวหอมมะลิทั่วไปมากกว่า 3 เท่า
อภิรดี ยังระบุว่า การผลักดันการส่งออกสินค้าคงไม่ใช่สิ่งเดียวที่จะสร้างรายได้เข้าประเทศ แต่ต้องผลักดันส่งออกสินค้าบริการเพิ่มด้วย ซึ่งภาครัฐมองว่าอุตสาหกรรมบริการที่จะสร้างรายได้ คือ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ ธุรกิจสปา ธุรกิจแฟรนไชส์ ธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจพ่อครัว แม้ไทยจะมีพ่อครัวแม่ครัว แต่เป็นเชฟระดับที่ยังไม่ใช่มือทอง ก็ต้องพัฒนาให้เป็นเชฟมือทอง รวมถึงบริการโลจิสติกส์ที่ไทยจะได้ประโยชน์จากการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
“อย่างสินค้าแฟรนไชส์ วันนี้เราส่งออกสินค้าบริการเหล่านี้ไปยังกลุ่มอินโดจีนได้แล้ว บางแบรนด์เข้มแข็งก็ไปขายไกลถึงยุโรป สหรัฐ”
อภิรดี ย้ำว่า กระทรวงพาณิชย์ยังให้ความสำคัญการเจรจาเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เพื่อขยายตลาดส่งออกของไทย
“วันนี้เรายังคงให้ความสำคัญกับการเจรจาเอฟทีเอ เพราะหากไปดูสถิติการค้าทุกประเทศที่ไทยทำเอฟทีเอย้อนหลัง 10 ปี พบว่าการค้าขยายตัวเป็น 2 เท่าเป็นอย่างน้อย ดังนั้นนโยบายเอฟทีเอต้องเดินต่อไป ถ้าไม่เดินต่อ ตลาดก็หดลง เหมือนยืนอยู่เฉยๆ แล้วให้คนอื่นมากินแดน”
อภิรดี เห็นว่า อนาคตการส่งออกสินค้าเกษตรนั้น ไม่จำเป็นที่ไทยต้องผลิตแล้วส่งออกเอง แต่ไทยสามารถเป็นนายหน้า (เทรดเดอร์) ในภูมิภาคได้ เห็นได้จากตอนมีโครงการรับจำนำข้าว พ่อค้าไทยก็ไปซื้อข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านและทำตลาดขาย เหมือนสิงคโปร์ซึ่งเป็นเทรดเดอร์และซื้อสินค้าไทยไปขายและกินหัวคิว ไทยก็ต้องทำอย่างนั้นบ้าง เพราะนี่คือวิวัฒนาการทางการค้า แต่สิ่งที่ต้องทำเพิ่ม คือ การสร้างแบรนด์ไทยให้เป็นที่นิยม
อย่างไรก็ตาม อภิรดี ประเมินว่า จากนี้ไปคงไม่ได้เห็นการส่งออกไทยพลิกกลับมาเติบโต 7-10% เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะฐานการส่งออกของไทยใหญ่ขึ้น แต่ในปีนี้กระทรวงพาณิชย์คาดว่าจะผลักดันให้การส่งออกเติบโตได้ 1.2% แม้ว่าเศรษฐกิจโลกตกต่ำ และที่ผ่านมาสินค้าไทยยังไม่ได้พัฒนาตัวเองมากนัก แต่จากตัวเลขส่งออกที่เติบโตเล็กลงๆ เราจึงต้องทำเพื่ออนาคต
“จากนี้ไประดับการส่งออกไทยที่เหมาะสมควรเติบโตไม่ต่ำกว่าปีละ 4-5% เว้นแต่จะมีปัจจัยเสี่ยงเข้ามากระทบ อย่างปี 2558 เดิมทีคาดว่าการส่งออกจะเติบโต 4%แต่พอเจอเรื่องราคาน้ำมันลดลง เหตุการณ์ในรัสเซียและปัญหากรีซ ก็ยังไม่รู้ว่าครึ่งปีหลังจะเป็นอย่างไร แต่คิดว่าปีนี้ก็จะพยายามผลักดันให้ได้ 1.2% แม้หน่วยงานอื่นมองลบไปหมดแล้ว เราก็ไม่ทิ้งความพยายาม ขณะที่สินค้าดาวเด่นของไทย 5-6 ตัว ยังคงเป็นรถยนต์ อาหารสำเร็จรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และข้าว”
อภิรดี ทิ้งท้ายว่า “แม้หลายคนจะมองว่าไทยพึ่งพาการส่งออกคิดเป็น 70% ของจีดีพี ซึ่งมากเกินไป แต่ไทยยังจำเป็นต้องพึ่งพาเงินจากข้างนอกเข้ามาเพื่อหมุนเศรษฐกิจในประเทศ เพราะกำลังซื้อข้างในมีไม่พอ แต่วันนี้การส่งออกไทยต้องมองไปที่ภาคบริการที่ใหญ่มาก เราต้องพัฒนาการส่งออกภาคบริการ และเป็นเทรดเดอร์ เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศมากขึ้น”







