
ปลาป่นโดนหางเลขหยุดเดินเรือประมงขึ้นราคาแล้ว5-10%
“พาณิชย์” เรียกผู้ส่งออกอาหารทะเลถกผลกระทบแก้ไขปัญหาเรือประมงผิดกฎหมาย ชี้กลุ่มส่งออกปลาทูน่าไม่ได้รับผลกระทบ ส่วนอุตสาหกรรมปลาป่นโดนหางเลข ต้องขึ้นราคาสินค้า 5-10%
“พาณิชย์” เรียกผู้ส่งออกอาหารทะเลถกผลกระทบแก้ไขปัญหาเรือประมงผิดกฎหมาย ชี้กลุ่มส่งออกปลาทูน่าไม่ได้รับผลกระทบ ส่วนอุตสาหกรรมปลาป่นโดนหางเลข ต้องขึ้นราคาสินค้า 5-10%
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยภายหลังหารือกับสมาคมอาหารทะเลที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก ได้แก่ สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมอุตสาหกรรมทูน่า สมาคมผู้ผลิตปลาป่นไทย เป็นต้นว่า จากการหารือตัวแทนภาคส่งออกที่เกี่ยวข้องกับอาหารทะเลตามนโยบายของพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ที่ให้หามาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกที่อาจได้รับผลกระทบจาการการแก้ไขเรือประมงผิดกฎหมาย พบว่าภาคเอกชนเห็นด้วยกับแนวทางการแก้ไขปัญหาเรือประมงของรัฐบาล โดยระบุว่าการส่งออกอาหารทะเลของไทยไม่ได้รับผลกระทบจากการหยุดเดินเรือในครั้งนี้ โดยเฉพาะสินค้าปลาทูน่า ที่เป็นกลุ่มส่งออกอาหารทะเลอันดับหนึ่งของไทย เพราะวัตถุดิบที่นำมาใช้เกือบทั้งหมดนำเข้าจากต่างประเทศ หรือมีการนำเข้าปลาทูน่าปีละ 8-9 แสนตัน ไม่ได้ใช้วัตถุดิบในประเทศ
“ปลาทูน่าที่นำเข้าจากต่างประเทศเข้ามา ก็นำมาผลิตและส่งออก ซึ่งเศษซากของปลาทูน่าก็จะนำมาทำเป็นปลาป่น เพื่อทดแทนวัตถุดิบปลาป่นที่ต้องใช้ในประเทศได้บางส่วน ดังนั้นในภาคการส่งออกจึงไม่ได้รับผลกระทบจากการหยุดเดินเรือในรอบนี้”
นายสงวนศักดิ์ อัครวรินทร์ชัย นายกสมาคมผู้ผลิตปลาป่นไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมปลาป่นได้รับผลกระทบจากกรณีที่เรือประมงหยุดหาปลา เพราะวัตถุดิบที่นำมาผลิตปลาป่นและสินค้าที่เกี่ยวข้อง เช่น ลูกชิ้น ปูอัด ต้องใช้วัตถุดิบที่มาจากเรือประมงมากกว่า 50% ทำให้มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาปลาป่นขึ้นมาประมาณ 5-10% หรือ 1-2 บาท/กก. จากราคาปกติ ส่วนปลาป่นที่นำไปใช้ทำอาหารสัตว์นั้น ขณะนี้เชื่อว่าจะยังไม่มีผลกระทบที่ทำให้อาหารสัตว์ขาดแคลน เพราะยังมีสต๊อกล่วงหน้าไว้ใช้ได้ถึง 6 เดือน หรือสิ้นปีนี้
“ยอมรับว่าอุตสากรรมปลาป่นคงได้รับผลกระทบ และราคาต้องปรับขึ้น แต่ก็สนับสนุนแนวทางการแก้ไขปัญหาเรือประมงของรัฐบาล แต่ต้องการให้รัฐบาลเร่งในเรื่องการออกกฎระเบียบเรือประมงอีก 2,000 ลำ ที่ยังไม่มีอาชญาบัตร หรือใบอนุญาตทำประมงให้ถูกต้อง เพราะแก้ไขสถานการณ์ให้ผ่อนคลาย
นายชนินทร์ ชลิศราพงศ์ สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย กล่าวว่า ไทยน่าจะหลุดพ้นจากการได้รับใบเหลืองจาก การต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย หรือไอยูยู ได้อย่างแน่นอน จึงอยากให้รัฐบาลเดินหน้าทำตามมาตรการตรวจเข้มเรือประมงต่อไป
รายงานแจ้งว่า หลังจากที่ คณะกรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อม การเดินสมุทรและการประมงของคณะกรรมาธิการยุโรป แถลงข่าวให้ใบเหลืองไทย โดยให้เวลาไทย 6 เดือนในการปรับปรุงแก้ไขนั้น พบว่าการส่งออกอาหารทะเลสด แช่เย็น แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป (ไม่รวมกุ้งสด แช่เย็น แช่แข็งและแปรรูป) ปี 2558 ตั้งเป้าการส่งออกมูลค่า 4,113 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวจากปีที่ผ่านมา 10% โดยปี 2557 ส่งออกมูลค่า 4,570 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 5.53% มีผู้ผลิต 560 ราย ส่วนใหญ่เป็นรายเล็ก 505 ราย ขนาดกลาง 43 รายและเล็ก12 ราย
สินค้ากุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง และแปรรูป (ไม่รวมกุ้งกระป๋อง) ปี 2558 ตั้งเป้าส่งออกมูลค่า 1,947 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 5% ปี 2557 ส่งออกมูลค่า 1,855 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 11.51% มีผู้ประกอบการรวม 180 ราย รายใหญ่ 124 ราย กลาง 66 รายไม่มีรายเล็ก
ทูน่ากระป๋อง ปี 2558 ตั้งเป้าส่งออกมูลค่า 4,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 2.5% ปี 2557 ส่งออกได้มูลค่า 2,341 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 9.36%
ภาพประกอบ โพสต์ทูเดย์







