
‘เตือนภัย-แจ้งภัย-กู้ภัย’ กับน้ำท่วม กทม.
โดย...อ.มานพ
โดย...อ.มานพ
หน้าฝนมาแล้ว ฝนแรก กรุงเทพฯ ก็เริ่มมีปัญหา แต่ต่างจังหวัดที่มีเขื่อนมากๆ ฝนกลับไม่ตก ภัยพิบัติของประเทศกลับเป็น “ฝนแล้ง” น้ำในเขื่อนแห้ง แต่กรุงเทพฯ เมืองปลายน้ำ 15 ล้านคน ฝนตกน้ำท่วมและรถติด ทำไมเป็นเช่นนี้
ปัญหา “ฝนตก รถติด น้ำท่วม คือ หนึ่งในปัญหาหลักของกรุงเทพฯ” ทุกผู้ว่าฯ ถูกว่าทั้งนั้น ตั้งแต่ผู้ว่าฯ เลือกตั้งท่านแรก ท่านธรรมนูญ เทียนเงิน ท่านพิจิตต ท่านสมัคร มาถึงท่านสุขุมพันธุ์
ฝนตกน้ำเหนือบ่า น้ำทะเลหนุน เป็น “เรื่องปกติของธรรมชาติเมืองปลายน้ำ” แก้ไม่ได้ “แต่ลดปัญหาได้” นักสิ่งแวดล้อมชอบใช้คำว่า Mitigation คือลดปัญหารุนแรงให้เป็นปานกลาง และปานกลางให้เป็นน้อย ต้องทำให้ได้
กรุงเทพฯ เดิมประชากรแค่ล้านกว่าคนสมัยต้นรัชกาลที่ 9 ทุกฤดูน้ำเราจะลอยกระทงกันสนุกสนาน น้ำเอ่อทั้งกรุง คนกรุงในอดีตยังใช้เรือกันอยู่ ปัจจุบันทุกคนขับรถใช้ถนน ถมคูคลองจนหมด น้ำจะไม่ท่วมอย่างไร
สิ่งที่ กทม.จะทำให้คนกรุง คือ “ลดปัญหา” ควรทำ 3 อย่าง
1) ต้องเตือนภัยล่วงหน้า (Forward Warning) 3 ชม. หรือครึ่งวัน ฝนจะตกต้องบอกด้วยว่าจะตกที่ไหน กทม.มีเรดาร์ตรวจดูฝน มีกรมอุตุนิยมช่วยแจ้งล่วงหน้า ประชาสัมพันธ์ให้คนกรุงรู้จะได้ไม่นำรถออกมาติดบนถนน รอให้ฝนหยุดได้ไหม สื่อก็มีอยู่เยอะ กทม.ก็มีออนไลน์เต็มไปหมดแต่สื่อไม่ถึงประชาชน “ต้องประชาสัมพันธ์เชิงบวกเชิงรุก” บุกให้ถึงบ้านถึงตัว มิใช่บอกว่าถ้าคุณอยากรู้ก็เข้ามาหาเอา อย่างนี้คิดแบบข้าราชการ
2) จากเตือนภัยก็แจ้งภัย (Actual Report) ข้อนี้ กทม.ทำได้ดี ฝนตก น้ำท่วม รถติด สื่อทั่วไปชอบเอาทุกข์มาขยายความขึ้นหน้าหนึ่งไปทั่วประเทศ ที่แท้ติดอยู่ถนน 2 ถนนเท่านั้น
3) กู้ภัย กทม. ช่วงนี้ กทม.ทำได้ดีมาก ยิ่งได้รับความร่วมมือจากรัฐบาล ภัยเช่นนี้เป็นภัยของประเทศ รัฐบาลกลางต้องลงมาช่วย ทหารก็ทำดีลงมา มิใช่ซ้ำเติม เช่นในอดีตที่กรมชลฯผันน้ำเหนือมาร่วม ท่วม กทม.อีก
ดังนั้น เรื่องน้ำท่วม กทม. “สื่อ-ข่าวสาร” จึงเป็นเรื่องที่ควรต้องพัฒนา ทำดีอยู่แล้วแต่ยังไม่เพียงพอและไม่ถึงใจประชาชน ในด้านจิตวิทยาก็ต้องทำ ลูกบ้านมีภัยทุกข์ พ่อบ้านจะต้องอยู่ด้วย แก้ไม่ได้ก็ต้องลงมาดูแลความทุกข์ของลูก ท่านธรรมนูญ ท่านพิจิตต ลงมาช่วยเป็นรถ แต่ท่านสมัครเพียงสั่งการคงไม่พอ กว่าจะพ้นหน้านี้อีก 4 เดือน วิกฤตคือเดือน ต.ค.-พ.ย. เราจะคอยดูให้ดี
การป้องกันภัย กทม.มีแผนดีขึ้นทุกที โดยมี KPI ได้เป็นแนวทาง “ฝนตก น้ำต้องแห้งใน 3 ชม.” ประชาชนอย่าปั๊มน้ำออกจากบ้านสู่ถนน ผิด กม. ถ้าจะให้ดีขึ้น น้ำต้องแห้งทุกถนน ทุกแห่งที่เป็นจุดอ่อนไหว 22 จุด ในเมือง “ใน 1 ชม.” ก็จะเป็น KPI ที่ยังใหญ่ของท่านผู้ว่าฯ กทม. กำลังมีอุโมงค์ส่งน้ำซึ่งสำคัญยิ่งของเมืองใหญ่ปลายน้ำ อย่าง โตเกียว ลอนดอน ปารีส ก็ทำ ยกสันเขื่อนทุกแหล่งน้ำ ขุดลอกคูคลอง จัดให้ประชาชนบุกรุกขึ้นแฟลต เปิดพื้นที่ริมน้ำเป็นสาธารณประโยชน์อย่างที่ท่านนายกฯ ประยุทธ์กำลังทำ ประชาชนชอบ
คนไทยชมคนไม่ค่อยเป็น ชอบติ ชอบว่า คนทำดีก็ต้องชมบ้าง ต้องเปลี่ยนคำว่า ติชม เป็นชม-ติ จะดีไหม ต้องให้กำลังใจ ฝ่ายบริหารและฝ่ายบริหารก็ต้องทำงานให้หนักกว่านี้ครับ







