
ทะลวงท่อ ‘งบลงทุน’ ขีดเส้นเซ็นสัญญา 1.3 แสนล้าน
ในขณะที่เศรษฐกิจไทยเผชิญปัจจัยลบรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อภายในที่ฝืดเคืองอย่างหนัก
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์
ในขณะที่เศรษฐกิจไทยเผชิญปัจจัยลบรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อภายในที่ฝืดเคืองอย่างหนัก ทั้งยังติดกับดักหนี้สินครัวเรือน ส่วนการส่งออกซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะเครื่องดับจากเศรษฐกิจโลกที่ไม่ฟื้นตัว ส่งผลให้การส่งออกเดือน พ.ค. ติดลบ 5.01% และ 5 เดือนแรกของปีนี้การส่งออกติดลบแล้ว 4.2%
“ท่านนายกฯ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) บอกว่าหลังจากนี้จะไม่ผ่อนผันแล้ว ใครเซ็นสัญญาไม่ทันก็จะให้ยุติโครงการและเอาเงินคืน” สมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวถึงนโยบายเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล โดยเฉพาะเร่งรัดงบลงทุนภาครัฐ เพื่อช่วยพยุงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในยามนี้
สมศักดิ์ ให้ข้อมูลว่า ณ วันที่ 19 มิ.ย. 2558 ทุกส่วนราชการเบิกจ่ายงบปี 2558 คิดเป็น 70.37% หรือเป็นงบทั้งสิ้น 1.81 ล้านล้านบาท จากงบปี 2558 ที่มีกรอบวงเงิน 2.575 ล้านล้านบาท แต่หากรวมงบที่มีก่อหนี้ผูกพันแล้วและรอเบิกจ่ายแล้ว จะคิดเป็น 74.33% หรือ 1.91 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ขณะนี้การเบิกจ่ายงบปีนี้สูงกว่าเป้าหมายเบิกจ่ายที่ตั้งไว้ประมาณ 2%
แต่ทว่าการเบิกจ่ายงบลงทุนกรอบวงเงิน 4.49 แสนล้านบาท กลับเบิกจ่ายไม่ได้ตามเป้า โดยขณะนี้มีการเบิกจ่าย 45.61% หรือ 2.05 แสนล้านบาท เมื่อรวมกับงบลงทุนที่ทำสัญญาก่อหนี้แล้วและรอเบิกจ่ายตัวเลขจะอยู่ที่ 62.69% หรือคิดเป็น 2.81 แสนล้านบาท ต่ำกว่าแผนเบิกจ่ายที่ตั้งเป้าไว้ไม่ต่ำกว่า 72% กว่า 9%
สมศักดิ์ ระบุว่า จากตัวเลขเบิกจ่ายงบ โดยเฉพาะงบลงทุนที่พลาดเป้านั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. และ 16 มิ.ย. 2558 ว่า รายจ่ายลงทุนที่ยังไม่ได้เซ็นสัญญา 6.4 หมื่นล้านบาท จะต้องเซ็นสัญญาให้ได้ภายในวันที่ 31 ก.ค.นี้ หากเซ็นสัญญาไม่ทันจะไม่อนุญาตให้ดำเนินการต่อและยึดเงินคืน แต่ข้อมูลล่าสุดพบว่างบที่เหลือส่วนนี้เซ็นสัญญาแล้ว 3.4 หมื่นล้านบาท เหลือ 3 หมื่นล้านบาท ที่ยังไม่ได้เซ็นสัญญาและอยู่ระหว่างเสนอรัฐมนตรีเจ้าสังกัดอนุมัติ
“งบลงทุนที่ยังไม่เซ็นสัญญา 3 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่จะเป็นโครงการที่เป็นการซื้อของหรือครุภัณฑ์จากต่างประเทศ บางโครงการมีการประกวดราคาแต่ไม่มีผู้มาเสนอราคาก็มี หรือมีผู้เสนอราคารายเดียวทำให้ส่วนราชการไม่กล้าเซ็นสัญญาก็มี ทำให้ต้องใช้เวลาบ้าง แต่ถ้าเซ็นไม่เสร็จก็จะไม่ให้ทำต่อแล้ว ซึ่งส่วนตัวก็ยังเชื่อมั่นว่าเขาน่าจะเซ็นสัญญาได้เป็นส่วนใหญ่ เพราะว่าตอนนี้มีโครงการขนาดใหญ่วงเงินเกิน 1,000 ล้านบาท รอเสนอ ครม.อนุมัติเยอะมาก” สมศักดิ์ กล่าว
นอกจากนี้ มติ ครม.ยังมีมติเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินกันเหลื่อมปีที่เหลืออยู่ใน 3 ปีงบประมาณย้อนหลัง คือตั้งแต่ปีงบ 2555-2557 กรอบวงเงิน 3.51 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้มีการเซ็นสัญญาแล้ว 2.41 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 67.81% ในจำนวนนี้มีการเบิกจ่ายแล้ว 1.71 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 49% จึงเหลืองบที่ยังไม่ได้เซ็นสัญญา 1.09 แสนล้านบาท ซึ่งหากไม่เซ็นสัญญาภายในวันที่ 30 ก.ย. 2558 จะต้องยึดเงินคืนคลังเช่นกัน
“ถ้าเซ็นสัญญาไม่ทัน 30 ก.ย. ก็ต้องดึงเงินคืนคลัง” สมศักดิ์ย้ำ
สมศักดิ์ ยังกล่าวว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ มติ ครม. เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. และ 16 มิ.ย. 2558 ได้เปิดช่องให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาภัยแล้ง สามารถปรับแผนรายจ่ายลงทุนมาใช้ในโครงการช่วยเหลือภัยแล้งระยะเร่งด่วนได้ แต่ต้องมีข้อสั่งการของนายกฯ รับรอง
“ถ้าจะดึงกลับมาเพื่อใช้ในภัยแล้ง นายกฯ ก็ต้องสั่งการ และการปรับงบจะปรับได้เฉพาะส่วนราชการที่มีหน้าที่ดูแลปัญหาภัยแล้ง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกรมการทหารช่าง อาจปรับงบมาชุดบ่อน้ำบาดาล เป็นต้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างไปดูว่ามีงบที่จะปรับได้อยู่เท่าใด” สมศักดิ์อธิบาย
อย่างไรก็ตาม สมศักดิ์ เห็นว่า หากรัฐบาลจะจัดสรรงบกลางปี 2558 ที่เหลืออยู่จำนวนหนึ่งมาช่วยเหลือชาวนาที่ประสบปัญหาภัยแล้ง เช่น จ่ายเงินตรงชดเชยปัจจัยการผลิต 1,000 บาท/ไร่ และช่วยเหลือไม่เกิน 15 ไร่นั้น ส่วนตัวเห็นว่าไม่น่าจะเหมาะสม เพราะหากจะใช้งบกลางส่วนนี้ ควรจะเป็นการชดเชยความเสียหายจากภัยแล้ง แต่หากจะช่วยเหลือเกษตรกรที่ขาดรายได้ เนื่องจากปลูกข้าวไม่ได้ ก็มีวิธีการอื่นๆ เช่น การผันงบมาใช้จ้างงานในช่วงภัยแล้ง เป็นต้น
“ที่เสนอว่าให้จ่ายเงินตรงไร่ละ 1,000 บาท มันเบิกจ่ายไม่ได้ แต่ถ้าจะให้เขาไปทำงาน ขุดบ่อน้ำผิวดินบ่อน้ำบาดาล ก็จ่ายค่าแรง ซึ่งวันนี้มีระเบียบที่เบิกจ่ายตรงนี้ได้”
ยามนี้ต้องถือว่าภารกิจทะลวงท่อเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนที่ค้างอยู่ไม่ต่ำกว่า 1.3 แสนล้านบาท มีความสำคัญยิ่งยวดเลยทีเดียว







