
ธุรกิจเครือข่ายผนึกพันธมิตรขยายตลาด
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
เวลานี้ผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงขนาดย่อม รวมถึงธุรกิจทางด้านการตลาด เริ่มเห็นโอกาสการเติบโตทางธุรกิจ จึงได้ร่วมมือกับนักลงทุนรายใหญ่ของไทย อย่าง วิชัย ทองแตง จัดตั้งบริษัท ลิงค์ เน็ตเวิร์ค (ประเทศไทย) ด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท ขึ้นเพื่อร่วมกันขยายธุรกิจและเพิ่มช่องทางจำหน่าย
สำหรับบริษัทดังกล่าวเป็นการรวมเครือข่ายของตัวแทนจัดจำหน่ายสินค้า 77 จังหวัด เพื่อดำเนินธุรกิจหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าและบริการ ทั้ง 1.สินค้าอุปโภคบริโภค 2.สินค้าเครื่องใช้ภายในบ้าน 3.
มือถือและอุปกรณ์สื่อสาร 4.ทีวี-อินเทอร์เน็ต 5.บริการทางการเงิน และ 6.สินค้าเอสเอ็มอี สินค้าประจำถิ่น รวมถึงธุรกิจขายตรง
ทั้งนี้ พันธมิตรที่ผนึกรวมตัวกันในลิงค์เน็ตเวิร์ก ถือว่าครอบคลุมทั่วทุกภาค มีช่องทางการจัดจำหน่ายรวมกันกว่า 1.5 แสนร้านค้า และในปีหน้าคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 แสนร้านค้า ดังนั้นการรวมตัวกันในครั้งนี้จะก่อให้เกิดพลังอย่างมหาศาล จากการเพิ่มอำนาจต่อรองกับผู้ผลิตในการจัดซื้อสินค้าจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้ได้รับต้นทุนที่ถูกลง ขณะเดียวกันยังสามารถต่อยอดในการนำสินค้าโอท็อปชั้นดีมาขาย และบริษัทยังสนใจที่จะให้บริการสินเชื่อรากหญ้า อย่างการให้สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์อีกด้วย
นอกจากนี้ ในอนาคตจะนำ บริษัท ลิงค์ เน็ตเวิร์ค (ประเทศไทย) และบริษัทลูกเข้าจดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์ โดยวางแผนการดำเนินการ 3 ขั้นตอน คือ 1.สร้างการรับรู้ และแนะนำธุรกิจ ใช้เวลา 1 ปี 2.วางระบบเพื่อเตรียมตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2559-2560 และขั้นตอนที่ 3 บุกตลาดเออีซี ซึ่งถือเป็นโมเดลบุกตลาดครั้งสำคัญ โดยตั้งเป้ายอดขายรวมในปีแรกไว้ 2 หมื่นล้านบาท
นาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการ บริษัท โควิก เคทท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) มองว่า ธุรกิจขายตรงไทยต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการหาพันธมิตรและช่องทางการขายรูปแบบใหม่มาเสริม ซึ่งการที่นักธุรกิจในหลายภูมิภาคและหลายรูปแบบมารวมตัวกันถือเป็นความคิดที่ถูกต้อง เนื่องจากจะมีความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำธุรกิจ และยังเป็นการต่อยอดธุรกิจใหม่ๆ ได้อีกมาก รวมทั้งลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่นักธุรกิจรากหญ้า ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก
“อุตสาหกรรมขายตรงไทย นอกจากจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาแล้ว แชร์ลูกโซ่ที่กำลังแพร่หลายและขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน มักจะแอบแฝงมาในรูปแบบธุรกิจขายตรง ทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนระหว่างธุรกิจขายตรงกับระบบแชร์ลูกโซ่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมขายตรงเป็นอย่างมาก จึงต้องมีการส่งเสริมธุรกิจนี้ให้เป็นที่รู้จักโดยให้รู้ว่าธุรกิจขายตรงที่ดีนั้นเป็นอย่างไร” นาคาญ์ กล่าว
สุกิจ สัตย์เพริศพราย ประธานกรรมการ บริษัท แฮ็ปปี้ เอ็มพีเอ็ม กล่าวว่า ในภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา หลายธุรกิจต้องปรับตัวให้อยู่รอด เวลานี้จึงเห็นผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงต่างต้องปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นการหาพันธมิตรหรือช่องทางใหม่ๆ เพื่อจำหน่ายสินค้า ซึ่งที่ผ่านมาได้ปรับแผนการตลาดใหม่เพื่อให้สมาชิกทำยอดขายได้ง่ายขึ้น
ปัจจุบัน บริษัทมีสมาชิกมากกว่า 7 แสนรหัส แอ็กทีฟ 4 หมื่นรหัส โดยคาดว่าสินค้าปีนี้ผลประกอบการจะแตะ 1,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้ยังเตรียมรุกตลาดไว้ 3 ส่วน ได้แก่ 1.ขยายสาขาและปรับปรุงสาขาภายในประเทศเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 20 แห่ง 2.การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิกให้ครอบคลุมมากขึ้น 3.ขยายฐานธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์บริษัทแบ่งเป็น 5 หมวดหลัก ได้แก่ 1.ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 2.ผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตร 3.ผลิตภัณฑ์บำรุงรักษารถยนต์ 4.ผลิตภัณฑ์เครื่องประดับ 5.ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง
ต้องจับตาดูกันว่าการรวมตัวกันของผู้ประกอบการผ่านช่องทางการขายใหม่ๆ จะทำให้ธุรกิจสามารถอยู่ได้ยั่งยืนและสำเร็จตามเป้าหมายมากน้อยเพียงใด







