
กรุงไทยเฟ้นหุ้นmaiจิ๋วแต่แจ๋ว
บลจ.กรุงไทย คลอดกองทุนใหม่ลุยซื้อหุ้น เอ็ม เอ ไอ หลายบริษัทอนาคตไกล
บลจ.กรุงไทย คลอดกองทุนใหม่ลุยซื้อหุ้น เอ็ม เอ ไอ หลายบริษัทอนาคตไกล
นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการและประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย (KTAM) เปิดเผยว่า บริษัทจัดตั้งกองทุนเปิดกรุงไทยหุ้นเอ็ม เอ ไอ (KT-mai) มีนโยบายลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ที่มีศักยภาพในการเติบโตที่ดี เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ลงทุน
“ปัจจุบันหุ้นใน mai มีจำนวน 144 บริษัท มีการวิเคราะห์กันไม่กี่บริษัทในหุ้นที่น่าสนใจ ทั้งที่หุ้นหลายตัวน่าสนใจ” นางชวินดา กล่าว
อย่างไรก็ตาม ทีมผู้จัดการกองทุนของบริษัทจึงจะใช้ความสามารถในการเข้าไปเลือกหุ้นที่มีศักยภาพ โดยเข้าพบผู้บริหารบริษัทเพื่อเจาะลึกข้อมูลพื้นฐานและประเมินมูลค่าที่เหมาะสม โดยกองทุนนี้จะเปิดขายระหว่างวันที่ 30 มิ.ย.-7 ก.ค. 2558 มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท เงินลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท
นายวีระ วุฒิคงศิริกูล รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงานจัดการลงทุน บลจ.กรุงไทย กล่าวว่า เบื้องต้นมีหุ้นที่อยู่ในยูนิเวอร์สที่กองทุนจะเข้าลงทุนได้ประมาณ 30 บริษัท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของหุ้นในตลาด mai โดยจะกระจายการลงทุนตามคุณภาพของหุ้น โดยคาดหวังการลงทุนประมาณ 3 ปี เพื่อสอดคล้องกับการเติบโตของบริษัทในอนาคต
ทั้งนี้ เห็นได้จากผลตอบแทนของตลาด mai ย้อนหลัง 5 ปี อยู่ที่ 194% สูงกว่าดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) ซึ่งอยู่ที่ 96% ซึ่งบริษัทจดทะเบียนในตลาด mai จะเน้นลงทุนกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม กิจการเกี่ยวกับนวัตกรรมที่ธุรกิจมีโอกาสเติบโตได้ดี
นายวีระ กล่าวอีกว่า ทีมวิจัยของบริษัทจะเข้าไปทำความรู้จักและเข้าใจบริษัท รวมถึงวิสัยทัศน์ผู้บริหารที่เป็นส่วนสำคัญต่อการเติบโตของบริษัทที่อยู่ในตลาด mai ดังนั้น ความเชี่ยวชาญในการเข้าถึงข้อมูลและวิเคราะห์ถือเป็นหัวใจสำคัญในการลงทุน ซึ่งทีมวิจัยจะใช้แนวทางการวิเคราะห์เจาะลึกเป็นรายบริษัทเป็นหลัก เนื่องจากมีธุรกิจที่หลากหลายและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะบริษัท
“การปรับพอร์ตแต่ละครั้งจะดูที่มูลค่าหุ้นเป็นหลัก และกองทุนก็ลงทุนในหุ้นไอพีโอที่จะเข้าตลาด mai ได้ ส่วนบริษัทไหนที่ขยับไปเข้า SET กองทุนยังถือลงทุนได้ แต่ไม่ซื้อเพิ่ม” นายวีระ กล่าว
นายชาญณรงค์ กิตินารถอินทราณี ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายลงทุนตราสารทุน บลจ.กรุงไทย กล่าวว่า หุ้นที่ลงทุนต้องมีโอกาสในการเติบโตของกำไรในระดับที่สูงและมีการซื้อขายเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2-3 ล้านบาท/วัน ซึ่งจากสถิติของตลาด mai จะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วง 3-5 ปี และมีความสัมพันธ์กับดัชนีตลาดหุ้นในต่างประเทศและในประเทศต่ำ จึงเหมาะนำมาผสมในพอร์ตการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง
ปัจจุบันสัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (พี/อี) ของตลาด mai ประมาณ 60 เท่า หากหักบริษัทพลังงานบริสุทธิ์ (EA) ซึ่งมีสัดส่วน 20% ในตลาด พี/อี จะอยู่ที่ประมาณ 20 เท่า ซึ่งใกล้เคียงค่าเฉลี่ย







