
ตลาดรถครึ่งปีหลังยังเหนื่อย จับตาพีพีวีรุ่นใหม่แข่งเดือด
ผ่านพ้นครึ่งปีแรกอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัวต่อเนื่อง
โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์
ผ่านพ้นครึ่งปีแรกอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัวต่อเนื่อง โดยตัวเลขการขายรถยนต์ที่บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย รายงานล่าสุดถึงสิ้นเดือน พ.ค. พบว่า ในเดือน พ.ค.มีปริมาณการขายประมาณ 5.6 หมื่นคัน ลดลง 18.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 2.3 หมื่นคัน ลดลง 21.1% รถเพื่อการพาณิชย์ 3.3 หมื่นคัน ลดลง 16.2% รวมทั้งรถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซ็กเมนต์นี้ จำนวน 2.5 หมื่นคัน ลดลง 21.6%
ขณะที่ยอดขายสะสม 5 เดือน มีจำนวน 3.08 แสนคัน ลดลง 15.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตลดลง 16.7% ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราเติบโตลดลง 15.3% ซึ่งอัตราการเติบโตของยอดขายสะสมส่งสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง เป็นผลจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทำให้ทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนระมัดระวังเรื่องการลงทุนและใช้จ่าย ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง สถาบันทางการเงินที่ยังคงเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ ขณะที่กำลังซื้อที่ยังไม่ขยายตัวอันเป็นผลมาจากรายได้เกษตรกรที่ทรงตัวในระดับต่ำ
วุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ประเมินว่า ตลาดรถยนต์ในเดือน มิ.ย.ยังมีแนวโน้มทรงตัว ถึงแม้ว่าการเร่งลงทุนจากโครงการของภาครัฐจะมีผลในเชิงบวกต่อภาพรวมของการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่อย่างไรก็ตามดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือน พ.ค.ยังคงปรับตัวลง จากความกังวลต่อความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจโลกที่เป็นปัจจัยเชิงลบให้การส่งออกยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่งผลกระทบให้การลงทุนของภาคเอกชนยังคงชะลอตัว ทำให้แนวโน้มตลาดรถยนต์ในเดือน มิ.ย.ยังอยู่ในสภาวะทรงตัว
ทั้งนี้ จากการสำรวจกิจกรรมทางการตลาดของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ทุกรายในช่วงครึ่งปีแรก ต่างไม่ลดละความพยายามในการ
กระตุ้นตลาดและกำลังซื้อด้วยการจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย รวมทั้งการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ซึ่งจากการประมวลผลแล้ว พบว่า ทั้งการจัดกิจกรรมการตลาดและการเปิดตัวรถใหม่ยังไม่สัมฤทธิผลเท่าที่ควร สะท้อนจากตัวเลขยอดขายรถที่เกิดขึ้นยังคงอยู่ในแดนลบในทุกประเภท
สำหรับสถานการณ์ตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง คงจะต้องจับตาปัจจัยลบต่างๆ ส่งผลกระทบตั้งแต่ต้นปีว่า จะลากยาวนานต่อเนื่อง
ถึงเมื่อไร แต่เสียงสะท้อนของ เคียวอิจิ ทานาดะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ที่ได้ประเมินภาพรวมตลาดรถยนต์ในประเทศไทยว่า ตลาดและกำลังซื้อผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัว รวมถึงกลุ่มเกษตรกรก็ยังมีรายได้ไม่ดีที่ส่งผลกระทบตลาดปิกอัพโดยตรง รวมถึงการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ยังคงเข้มงวดทำให้ตลาดมีการแข่งขันสูง
นอกจากนี้ ยังมองว่าในปีนี้คาดการณ์ภาพรวมตลาดรถยนต์จะไม่ถึงระดับ 9 แสนคัน จากต้นปีที่ประเมินไว้ว่าจะอยู่ที่ 9.2 แสนคัน โดยในช่วงเดือน ก.ค. 2558 โตโยต้าจะมีการปรับประมาณการตลาดรถยนต์ลง รวมถึงอาจมีการพิจารณาการปรับเป้าหมายบริษัทให้สอดคล้องด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม มองด้าน ปัจจัยบวกของตลาดก็ยังพอมีให้หวังในช่วงครึ่งปีหลัง โดย ประพัฒน์ เชยชม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสการตลาดและขาย บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) ให้ความเห็นไว้ว่า ตลาดจะมีความคึกคักขึ้น หลังจากภาครัฐเดินหน้าโครงการพื้นฐานต่างๆ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบช่วยให้มีผลดีต่อความเชื่อมั่นถึงแม้จะไม่ได้เห็นผลในทันทีก็ตาม นอกจากนี้ยังคาดว่าผู้บริโภคจะเร่งตัดสินใจซื้อรถยนต์ก่อนจะมีการปรับราคาใหม่อีก 3-10% (ตามรุ่น) หลังการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2559
สำหรับกลยุทธ์การตลาดที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต่างๆ จะงัดขึ้นมาในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะนี้ยังจะต้องจับตามองสถานการณ์ของตลาดกันอยู่ เพราะยังต้องใช้งบการตลาดอย่างรัดกุม แต่สิ่งหนึ่งที่มีความเคลื่อนไหวอย่างชัดเจนคือ การทำการตลาดนอกโชว์รูม อาทิ การเปิดบูธในห้างสรรพสินค้า การโรดโชว์ไปยังตลาดนัด รวมไปถึงพื้นที่แหล่งชุมชนเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุด
อีกความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตามองในช่วงครึ่งปีหลัง คือ การแข่งขันของตลาดรถกระบะดัดแปลง (พีพีวี) ที่จะมีการเปิดตัว “โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่” ใน 1-2 เดือนจากนี้ น่าจะสร้างกระแสให้คู่แข่งขันในตลาดรายอื่นๆ ต้องขยับปรับทัพในการรับมือ รวมไปถึงการเริ่มต้นการส่งมอบ และการทำตลาดอย่างเป็นทางการของ “ฟอร์ด เอเวอร์เรสต์ ใหม่” ที่จะเข้มข้นขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป ขณะที่ “มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต” ก็เตรียมส่งรุ่นใหม่ลงตลาดในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน เช่นเดียวกับ “อีซูซุมิว-เอ็กซ์” ที่คงจะนิ่งเฉยตั้งรับเก็บยอดขายไปเรื่อยๆ ไม่ได้ ก็น่าจะต้องมีการปรับปรุงผลิตภัณฑ์สร้างความสดใหม่มากขึ้นเพื่อรักษายอดขายไว้
ตลาดรถพีพีวีจึงเป็นตัวชูโรงจะสร้างความคึกคักให้ตลาดในครึ่งปีหลังได้ เพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้ที่อยู่ในระดับ B+ ขึ้นไป ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจนัก แต่จะสมหวังกันแค่ไหนคงต้องลุ้นกันยาว







