
เศรษฐกิจอันตราย ส่งออกหด-นำเข้าหาย
เป็นเวลา 5 เดือนแล้ว ที่สถานการณ์เศรษฐกิจของไทยตกอยู่ในภาวะซึมเซา
เป็นเวลา 5 เดือนแล้ว ที่สถานการณ์เศรษฐกิจของไทยตกอยู่ในภาวะซึมเซา เพราะเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนแทบจะดับสนิท การลงทุนเอกชนติดขัด กำลังการผลิตทำได้แค่ 53.9% การบริโภคของเอกชนชอร์ตมายาวนาน
เมื่อมาเผชิญกับการส่งออกที่เคยเป็นพระเอกกลับติดลบอย่างต่อเนื่อง โดยการส่งออกเดือน พ.ค. มีมูลค่าแค่ 1.84 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 5.01% เทียบกับเดือน พ.ค. 2557 ถือเป็นการติดลบต่อเนื่อง 5 เดือนในรอบปีนี้ และถ้าพิจารณาถึงรอบ 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) ที่ทำได้เพียง 8.86 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 4.20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2557 ยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยป้อแป้
กำลังซื้อตกลงไปอย่างน่าใจหาย เพราะเงินตราต่างประเทศที่มาจากการส่งออก ซึ่งจะนำมาซื้อวัตถุดิบมาผลิตหายไปไม่น้อยกว่า 3,696 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาทก็ตก 1.23 แสนล้านบาท เข้าไปแล้ว
แต่ที่น่าตื่นตระหนกมากกว่านั้น คือตัวเลขการนำเข้าในเดือน พ.ค. ที่ลดลงเหลือแค่ 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 19.97% ติดลบหนักที่สุดในรอบ 5 ปี 9 เดือน นับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2552 แม้จะมีผลให้ดุลการค้าเดือน พ.ค. เกินดุล 2,417 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดี
เพราะตัวเลขการนำเข้าที่ลดลงอย่างหนักนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นการนำเข้าสินค้ากลุ่มทุนที่เป็นตัวจักรสำคัญในการเพิ่มการผลิตและบริการ โดยสินค้าทุนลดลงถึง 7.99% สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปนำเข้าลดลง 14.54%
เมื่อตรวจสอบในรายละเอียด พบว่า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบลดลง 12.95% เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบลดลง 5.87% ผลิตภัณฑ์โลหะลดลง 20.63% วัตถุดิบ/กึ่งสำเร็จรูป ลดลง 14.54% เคมีภัณฑ์ลดลง 12.79% เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ลดลง 22.37%
ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การขยายการลงทุนของเอกชนในระบบเศรษฐกิจลดฮวบ การผลิตสินค้าก็ลดลง เมื่อการผลิตสินค้าลดลง การจ้างงานก็ลดลง การซื้อวัตถุดิบมาผลิตก็หายไป ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บก็ต้องติดลบลง อันตรายกำลังมาเคาะประตูบ้านแล้ว
สมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ยอมรับว่า มีความเป็นห่วงในเรื่องการนำเข้าสินค้าที่ลดลง และจะเร่งศึกษาโครงสร้างการนำเข้าที่ลดลงว่าเกิดจากสาเหตุใด และจะกระทบต่อการส่งออกในอนาคตหรือไม่ แต่เบื้องต้นประเมินว่าการนำเข้าที่ลดลงเป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้การส่งออกลดลง ประกอบกับกำลังซื้อในประเทศหดตัว จึงมีผลต่อการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบมาผลิต
“เรื่องตัวเลขนำเข้าลดลงหนัก ยังไม่สามารถชี้ชัดว่าเอกชนขาดความเชื่อมั่นจนไม่ลงทุนหรือไม่ ส่วนหนึ่งเกิดจากราคาน้ำมันตลาดโลกลดลง ทำให้มูลค่านำเข้าน้ำมันดิบลดตามไปด้วย ส่วนสินค้าทุนและวัตถุดิบที่นำมาผลิตสินค้าทั้งส่งออกและใช้ในประเทศก็เป็นผลจากยอดส่งออกหดตัวและการบริโภคภายในลดลง รวมถึงในช่วงที่ผ่านมามีความล่าช้าในการอนุมัติโครงการที่ขอรับส่งเสริมบีโอไอด้วย ส่วนค่าเงินบาทอ่อนค่าที่มีผลต่อการนำเข้าแพงขึ้น น่าจะส่งผลในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า” สมเกียรติ กล่าว
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยังคงเป้าหมายตัวเลขส่งออกปีนี้ เติบโต 1.2% ซึ่งเป็นเป้าการทำงาน
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า หากพิจารณาจากตัวเลขการนำเข้าเดือน พ.ค. ปีนี้ที่ติดลบถึง 19% และเมื่อดูจากไส้ในการนำเข้ายังพบอีกว่านำเข้าสินค้าทุนติดลบ 8% และตลอด 5 เดือนแรกของปีนี้ การนำเข้าสินค้าทุนติดลบแล้ว 1.8% นั้น สะท้อนถึงความเสี่ยงการเติบโตที่ลดลงในทางเศรษฐกิจได้อีก เพราะการนำเข้าที่ลดลงมันสะท้อนถึงการชะลอการลงทุนของภาคเอกชนที่ไม่มั่นใจต่อความต้องการซื้อ หรืออุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศว่าสถานการณ์ในต่างประเทศจะเป็นอย่างไรต่อไปหลังคำสั่งซื้อลดลง เห็นได้จากยอดการส่งออกที่ไม่ดี บวกกับในประเทศเองกำลังซื้อก็จำกัด
“พอผู้ประกอบการไม่แน่ใจ ความจำเป็นในการลงทุนเลยรอได้ เพราะระดับการผลิตในปัจจุบันยังเพียงพอกับอุปสงค์ที่อ่อน จึงไม่ต้องรีบลงทุน ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าทุนยังไม่จำเป็น มีการนำเข้าลดลง แต่จะไปฟันธงว่าภาวะนี้จะไปฉุดให้เศรษฐกิจเติบโตช้าลงหรือชะลอทอดยาวออกไป จากที่เป็นตัวยูกลายเป็นตัวแอลอาจจะเร็วไป เพราะมีปัจจัยดีหนุนให้เศรษฐกิจพลิกกลับมาดีได้ด้วยเหมือนกัน” เชาว์ กล่าว
ปัจจัยลากให้เศรษฐกิจฟื้นที่เชาว์มองเห็นคือ การใช้จ่ายและลงทุนภาครัฐ และการท่องเที่ยวที่ยังดี ถ้าสองปัจจัยนี้ยังไปต่อได้เรื่อยๆ เศรษฐกิจอาจดีขึ้น อาจดึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการและประชาชนผู้บริโภคกลับมาดีขึ้นได้ เกิดการใช้จ่ายและลงทุนได้มากขึ้น
เพราะเศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในไตรมาส 4 การส่งออกมีโอกาสฟื้นตัวได้มากจากฐานปีที่แล้วที่ต่ำ
สอดรับกับ วัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่กล่าวว่า ยอดส่งออกสินค้าติดลบในเดือน พ.ค. เนื่องจากในช่วงเดียวกันของปีก่อนสามารถส่งออกได้มาก และคาดว่าช่วงปลายไตรมาส 3 จนถึงไตรมาส 4 สถานการณ์การส่งออกจะฟื้นตัวอย่างแน่นอน ส่วนจะพลิกฟื้นจนทำให้การส่งออกทั้งปีเป็นบวกหรือไม่นั้น ต้องติดตามสถานการณ์
ขณะที่การนำเข้าที่ลดลงนั้น หากจะพิจารณาให้ดีส่วนหนึ่งมาจากการจับจ่ายในประเทศที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยลดลง และอีกส่วนคือการนำเข้าสินค้าทุนลดลง ซึ่งมาจากผลกระทบโดยตรงจากความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่ลดลง มีความไม่มั่นใจในการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่เชื่อว่าก็ยังมีความหวังว่าปลายไตรมาส 3 น่าจะดีขึ้น
ด้าน รุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การส่งออกที่ติดลบ 5% เป็นการหดตัวที่มากกว่าคาดไปบ้าง โดยส่วนที่ไม่คาดหมายมาจากการส่งออกรถยนต์ที่คำสั่งซื้อชะลอลงเพื่อรอรถยนต์รุ่นใหม่
อย่างไรก็ตาม ปีนี้ทั้งปี ธปท.ยังคงคาดการณ์ว่าส่งออกจะติดลบ 1.5% ซึ่งนัยคือบทบาทการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของการส่งออกสินค้าไทยจะยังไม่มาก เพราะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้า ส่วนการนำเข้าที่หดตัวสูงถึง 19% นั้น เป็นการหดตัวในสินค้าทุกหมวด โดยเฉพาะเชื้อเพลิง เพราะในเดือนก่อนมีการเร่งสะสมสต๊อกน้ำมันไปแล้ว ทำให้เดือนนี้ปริมาณการนำเข้าลดลง ส่วนหมวดอื่นๆ อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ
สิ่งเหล่านี้บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจในประเทศและภาคการส่งออกไทยยังฟื้นตัวได้ช้า แต่ภัยมารอบด้าน







