
บลจ.กรุงศรีโล่งอกเงินไม่ออก
คาดส.ค.แต่งตั้ง2ผู้บริหารใหม่ ‘สุภาพร’ เชื่อหุ้นไทยครึ่งปีหลังดี
คาดส.ค.แต่งตั้ง2ผู้บริหารใหม่ ‘สุภาพร’ เชื่อหุ้นไทยครึ่งปีหลังดี
บลจ.กรุงศรี สบายใจ นักลงทุนไม่หนี “อลัน” เผยเงินยังไหลเข้า คาด ส.ค. ได้แม่ทัพใหม่
นายอลัน แคม รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรี เปิดเผยว่า ไม่มีเงินลงทุนไหลออกไปหลังจากการลาออกของนายฉัตรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2558
“พบว่ามีไหลเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นตามปกติ และยืนยันว่าการลาออกของผู้บริหารไม่มีผลต่อการบริหารจัดการกองทุน เพราะ บลจ.กรุงศรี ทำงานกันเป็นทีม” นายอลัน กล่าว
พร้อมกันนี้ นายอลัน ยังกล่าวว่า อยู่ระหว่างการคัดเลือกบุคคลที่จะเข้ามาแทนทั้งตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน โดยคาดว่าจะสามารถแต่งตั้งได้ในเดือน ส.ค. ซึ่งมีผู้สมัครมาแล้ว 6-7 คน เป็นคนในแวดวงการลงทุน และไม่ได้มาจากผู้บริหารธนาคารกรุงศรีฯ
นางสุภาพร ลีนะบรรจง รักษาการประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.กรุงศรี กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก โดยประเมินว่าดัชนีหุ้นไทยจะเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 1,480-1,600 จุด โดยปัจจุบันอัตราส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) อยู่ที่ 13.3 เท่า และกำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนไทยอยู่ที่ 115-120 บาท
“แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังจะดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรก โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เป็นผลดีต่อกลุ่มพลังงาน ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่คอยผลักดันตลาดหุ้นไทย ทำให้หุ้นกลุ่มพลังงานน่าสนใจ โดยเฉพาะบริษัทที่จะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น” นางสุภาพร กล่าว
นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังยังคาดว่าการลงทุนภาครัฐจะเริ่มเดินหน้าได้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจไทย จึงแนะนำการลงทุนในหุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้างและรับเหมาก่อสร้าง ที่จะได้ผลดีจากการลงทุนภาครัฐ โดยเน้นหุ้นที่มี พี/อี ต่ำ
ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยว นางสุภาพร กล่าวว่า ในช่วงที่นักลงทุนตกใจขายหุ้นที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวออกมา ทั้งๆ ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าผลกระทบจากการพบผู้ติดเชื้อไวรัสเมอร์สในประเทศ
ไทยจะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวอย่างไรนั้น น่าจะเป็นโอกาสที่จะเข้าลงทุน เพราะเชื่อว่าทั้งผลกระทบจากไวรัสเมอร์ส และกรณีขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ติดธงแดงสายการบินของไทยจะเป็นผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น
นางสุภาพร แนะนำให้นักลงทุนกระจายการลงทุนไปในตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะหุ้นญี่ปุ่น และกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการดูแลสุขภาพ รวมทั้งลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย ซึ่งคาดว่าจะเป็นแหล่งรายได้ประจำที่ดี
นายแปง คิน เวง ผู้จัดการกองทุน Schroder Investment Management กล่าวว่า ราคาหุ้นในเอเชียมี พี/อี ต่ำกว่า 15 เท่า ถือว่าราคาไม่แพง ในขณะที่มีอัตราเงินปันผลตอบแทนที่ดีและมีแนวโน้มจะจ่ายเงินปันผลได้มากขึ้น เนื่องจากบริษัทสามารถทำกำไรได้ดีขึ้นในภาวะที่เศรษฐกิจโลกค่อยๆ ฟื้นตัว โดยกลุ่มที่ให้ปันผลสูง ได้แก่ ธุรกิจโทรคมนาคม และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ในสิงคโปร์และฮ่องกง
“หากสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้ตราสารหนี้มีผลตอบแทนสูงขึ้น และการลงทุนในหุ้นปันผลและ REIT น่าสนใจน้อยลง เพราะส่วนต่างผลตอบแทนลดลง แต่เชื่อว่าการลดดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป
จะเป็นเรื่องดี เพราะภาคเอกชนมีเวลาปรับตัวรับมือกับต้นทุนการเงินที่จะสูงขึ้น จึงไม่น่าเป็นห่วง” นายคิน เวง กล่าว







