posttoday
ผลของ MERS-ICAO ต่อตลาดหุ้นไทย

ผลของ MERS-ICAO ต่อตลาดหุ้นไทย

23 มิถุนายน 2558

การแพร่ระบาดของซาร์สซึ่งกินเวลาประมาณ 5 เดือน ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ค. 2546 ปรากฏว่าจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง 26%

โดย...จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส

การแพร่ระบาดของซาร์สซึ่งกินเวลาประมาณ 5 เดือน ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ค. 2546 ปรากฏว่าจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า รายได้จากการท่องเที่ยวปี 2546 หดตัว 7.4% คิดเป็นสัดส่วน 5.5% ของตัวเลขอัตราเติบโตของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลดลงจากปีก่อนหน้าที่มีสัดส่วน 6.2% แต่จีดีพีในปี 2546 ขยายตัวถึง 7.2% เป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในรอบ 8 ปี ขับเคลื่อนโดยการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนเป็นหลัก ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นตลอดทั้งปี (ปรับขึ้นทุกเดือน)

สำหรับดัชนีในช่วงเดือน มี.ค.-ก.ค. 2546 ปรับขึ้น 34% กลุ่มโรงแรมเป็นกลุ่มที่ปรับตัวแย่ที่สุดในตลาด +2% สวนทางกลุ่มโรงพยาบาลที่ +54% (เหนือตลาดเป็นลำดับต้น) ส่วนหุ้นสายการบินซึ่งมีเพียงบริษัท การบินไทย (THAI) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สมัยนั้นปรับขึ้นตามกลุ่มขนส่ง แต่ถือว่าปรับตัวแย่สุดในกลุ่มขนส่ง

การตอบสนองของตลาดหุ้นไทยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกที่รับรู้ข่าวการพบผู้ติดเชื้อไวรัสเมอร์สรายแรกในไทย ขณะเดียวกันก็มีข่าวลบอื่นผสม คือ การที่ประเทศไทยถูกองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ขึ้นสัญลักษณ์ธงแดง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดคาดการณ์จีดีพี ปรากฏว่าดัชนีลดลง 1.1% กลุ่มที่ปรับลงหนัก 3 กลุ่มแรก ได้แก่ กลุ่มโรงแรม (-4%) ขนส่ง (-4%) และโรงพยาบาล (-2.6%) โดยเฉพาะบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ซึ่งมีชาวต่างชาติเป็นฐานลูกค้าหลัก ส่วนกลุ่มที่ปรับตัวดีกว่าตลาด ได้แก่ กลุ่มปิโตรเคมี (+0.5%) ยานยนต์ (-0.3%) พลังงาน (-0.4%) และสื่อสาร (-0.6%) สังเกตว่ากลุ่มเหล่านี้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากกรณีเมอร์ส ICAO และการปรับลดจีดีพีของ ธปท. สำหรับดัชนีเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ขยับขึ้นนำโดยกลุ่มขนส่งและโรงแรม แต่ขึ้นมาไม่เท่ากับที่ปรับลงไป เรามองเป็นเพียงการดีดขึ้นทางเทคนิคชั่วคราวเท่านั้น

แม้เมอร์สจะเป็นเหตุการณ์ชั่วคราว และขณะนี้ยังเร็วเกินไปในการประเมินผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย แต่หากดูตลาดหุ้นเกาหลีใต้เป็นกรณีตัวอย่าง ตั้งแต่พบผู้ติดเชื้อเมอร์สรายแรกเมื่อ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา ดัชนี KOSPI ปรับลงลึกสุด 6% เมื่อ 16 มิ.ย. ก่อนจะเริ่มรีบาวด์ 2% ในช่วง 4 วันที่ผ่านมา ขณะที่เงินจากต่างชาติเริ่มขายหนักเมื่อยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มจำนวนมากขึ้นในต้นเดือน มิ.ย. แม้ว่าเมอร์สจะไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดในการขายของต่างชาติ เพราะในช่วงเวลาใกล้เคียงกันเงินไหลออกจากตลาดหุ้นในเอเชียเหนืออยู่แล้ว แต่เชื่อว่ามีผลในระดับหนึ่ง

สำหรับดัชนีหุ้นไทยหากปรับลง 5-6% ตาม KOSPI จะทำจุดต่ำใหม่ที่ 1,440-1,460 จุด แต่ไม่สามารถสรุปเช่นนั้นได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของเมอร์สและปัจจัยอื่น ซึ่งในส่วนของเมอร์สนั้น ทางการแพทย์ระบุว่าความรุนแรงน้อยกว่าซาร์สมาก

ผลกระทบกรณี ICAO อาจหนักกว่าเมอร์ส หากประเทศไทยถูกลดเกรดโดยสำนักงานการบินแห่งชาติสหรัฐ (US FAA) และยุโรป (EASA) โดยกรณีตัวอย่างของสายการบินของฟิลิปปินส์ที่เคย US FAA Downgrade ในปี 2551 ทำให้ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ห้ามสายการบินฟิลิปปินส์บินผ่านน่านฟ้า และเพิ่งจะได้รับการคืนอันดับในปี 2556 ส่วนอินโดนีเซียที่ถูก US FAA และ EASA ลดอันดับ ทำให้สายการบินส่วนใหญ่ของอินโดนีเซียยังไม่สามารถบินเข้าน่านฟ้าของยุโรปได้จนกระทั่งปัจจุบัน

ประเด็นที่ต้องติดตามในวันที่ 25 มิ.ย.นี้ EASA จะประกาศผลว่าจะปฏิบัติต่อไทยอย่างไร และเดือนหน้าจะเป็นรอบการตรวจของ US FAA ทั้งประเด็นเมอร์ส และ ICAO ที่ยังมีความเสี่ยงในระยะนี้ จึงน่าจะหลีกเลี่ยงกลุ่มที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ทั้งโรงแรม สายการบิน บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) รวมถึงบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) บริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน (ROBINS) และแม้แต่กลุ่มโรงพยาบาลที่มีลูกค้าเป็นชาวต่างชาติไปก่อน

กลุ่มที่ปลอดภัยกว่า ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง พลังงานและปิโตรเคมี และโรงพยาบาลที่มีฐานลูกค้าในประเทศ ส่วนกลุ่ม Domestic Plays อื่นๆ เช่น กลุ่มธนาคาร ยังไม่น่ารีบซื้อ เพราะคุณภาพหนี้ยังน่าเป็นห่วง กลุ่มค้าปลีกมีโอกาสถูกปรับประมาณการลง เพราะการบริโภคในประเทศฟื้นช้ากว่าคาด กลุ่มยานยนต์ยังไม่เห็นการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ

กลุ่มรับเหมาก่อสร้างมีประเด็นหนุนจากการที่ ธปท.ปรับคาดการณ์การลงทุนภาครัฐในปี 2558 ขึ้นเป็น +16% จากเดิม +8% เป็นเครื่องยนต์เดียวที่ถูกปรับประมาณการขึ้น แม้การลงทุนภาครัฐจะมีสัดส่วนเพียง 5.7% ของจีดีพีก็ตาม ไม่สามารถชดเชยการส่งออกสินค้าและการใช้จ่ายของเอกชนที่ฟื้นช้ากว่าคาดได้ และยังคาดว่าจะขยายตัว 6% ในปีหน้า ใกล้เคียงคาดการณ์เดิม แม้ว่าจะชะลอจากปีนี้ แต่ตัวเลข 6% ก็ถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าในอดีต ทั้งนี้เรายังคาดหวังการประมูลโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐในช่วงครึ่งปีหลังที่จะช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนโดยรวม และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ