
‘นพเดช กรรณสูต’ ชีวิตมีเป้าหมายง่ายต่อการลงทุน
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
“นพเดช กรรณสูต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ และบริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ วัย 38 ปี ถือเป็นผู้ที่กำหนดเป้าหมายชีวิตหลังเกษียณไว้ชัดเจนว่าจะต้องมีความสุขทั้งทางโลกที่ได้ท่องเที่ยวเดินทางเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ และทางธรรมคือ การมีเงินทำบุญและสั่งสมบุญ แต่ทั้งหมดก็ต้องมีค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนที่ทำให้ถึงเป้าหมายให้ได้ นั่นคือ การบริหารการเงินและการลงทุนเพื่อให้เงินทำงาน
ต้องรู้จักตัวเองว่าสามารถรับความเสี่ยงได้มากน้อยขนาดไหน เพราะเงินที่ออมหรือลงทุนต้องเป็นส่วนที่หักหรือเหลือเก็บหลังจากหักเก็บเป็นเงินสดไว้รองรับค่าใช้จ่ายครอบครัวและบุตร 2 คนไว้ก่อนประมาณ 10% ของรายได้ที่รับมาต่อเดือน โดยมีเป้าหมายว่าความเสี่ยงที่รับได้อย่างน้อยต้องชนะอัตราเงินเฟ้อ ขณะเดียวกันผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยต่อปีที่ได้ควร
อยู่ที่ 7-10%
30% ของรายได้จะแบ่งไว้ลงทุนในประกันชีวิตและกองทุนรวมหลายประเภทที่นำไปใช้สำหรับการลดหย่อนทางภาษีได้ด้วย ตั้งแต่กองทุนรวมเพื่อการลงทุนหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนเปิดแบบผสมผสานที่ส่วนใหญ่จะเลือกกองทุนที่ลงทุนสัดส่วนในหุ้นมากกว่าพันธบัตรหรือหุ้นกู้ โดยจะเลือกผู้จัดการกองทุนแต่ละแห่ง และลงไปดูในรายละเอียดแต่ละกองว่ามีหุ้น บริษัท หรือในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เรามีความเข้าใจในธุรกิจดี โดยการลงทุนส่วนนี้จะเป็นแบบถัวเฉลี่ยที่มีการกำหนดตัดเป็นประจำทุกเดือน ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างวินัยการลงทุนสม่ำเสมอแล้ว ยังทำให้ลดความผันผวนของราคา
นอกจากนั้น เงินอีก 30% นำไปลงทุนกองทุนตราสารหนี้แบบที่มีกำหนดอายุโครงการ (Fixed Term Fund) อย่างเช่นกองทุนอีทีเอฟที่ไปลงทุนในต่างประเทศ หรือทริกเกอร์ฟันด์ ที่มีกำหนดระยะเวลาการลงทุน 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี
ขณะที่เงินลงทุนในส่วนที่เหลืออีก 30% เขาให้ความสำคัญและมั่นใจที่จะลงทุนอย่างต่อเนื่องกับหุ้นที่เกี่ยวข้องกับระบบโครงสร้างพื้นฐานเรียกว่าจะเกือบทั้งหมดที่มีอยู่ในตลาดหุ้น โดยหลักคือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้า อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ (ABPIF) และยังรวมถึงกองทุนโครงสร้างพื้นฐานตัวอื่นด้วย รวมถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภคต่างๆ ด้วย เช่น หุ้นโรงไฟฟ้าที่มีรายได้ มีสัญญาการจ่ายไฟในระยะยาว และการจ่ายเงินปันผลที่แน่นอน
เขาเชื่อมั่นในการลงทุนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน เพราะทุกอย่างถูกอิงกับการขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และภาครัฐก็ต้องมีการขยายการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเภทกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มักอิงกับสินทรัพย์ที่มีการทำสัญญาในระยะยาวกับภาครัฐ ซึ่งเป็นตัวการันตีว่าจะมีรายได้ที่สม่ำเสมอ อีกทั้งผู้ลงทุนยังได้รับสิทธิไม่ต้องเสียภาษีเงินปันผลเป็นระยะเวลา 10 ปี ที่สำคัญหุ้นเหล่านี้ตอบโจทย์การลงทุนเพราะจ่ายเงินปันผลหรือให้ผลตอบแทนมากกว่า 7%
อย่างไรก็ตาม อยากให้ผู้ลงทุนได้ศึกษาข้อมูล เพราะหุ้นกองทุนโครงสร้างพื้นฐานบางประเภทมูลค่าหน่วยลงทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้หมายความว่าผลประกอบการหรือผลงานจะไม่ได้ออกมาดี แต่นั่นหมายถึงสิ่งที่จ่ายคืนให้ผู้ถือหน่วยลงทุนคือเป็นทั้งเงินปันผลและเงินต้นที่ทยอยคืนผู้ลงทุนจากการลดหน่วยลงทุน และสิ่งที่กำลังลงทุนเพิ่มขึ้นคือ ซื้อหลักประกันสุขภาพ







