
เศรษฐกิจฟุบผิดคาด เอ็มบีเคเน้นรอบคอบ
กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ประกอบการในหลายธุรกิจต้องหันมาระมัดระวังกับการทำธุรกิจมากขึ้น เช่นเดียวกับบริษัท เอ็ม บี เค เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังยังคงน่าเป็นห่วงและต้องจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ประกอบการในหลายธุรกิจต้องหันมาระมัดระวังกับการทำธุรกิจมากขึ้น เช่นเดียวกับบริษัท เอ็ม บี เค เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังยังคงน่าเป็นห่วงและต้องจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
สุเวทย์ ธีรวชิรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม บี เค เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ยอมรับว่าฟื้นตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากผู้บริโภคที่มีเงินอยู่ในกระเป๋ายังคงชะลอการใช้จ่าย และหันมาซื้อสินค้าเท่าที่จำเป็น ขณะเดียวกันผู้บริโภคอีกกลุ่มหนึ่งก็ไม่มีเงินที่จะจับจ่ายใช้สอย ซึ่งจากแนวโน้มดังกล่าวคาดว่ากำลังซื้อครึ่งปีหลังจะยังอยู่ในภาวะชะลอตัว
ทั้งนี้ กำลังซื้อที่หายไปดังกล่าวส่งผลให้บริษัท เอ็ม บี เค ต้องหันมาทำธุรกิจอย่างระมัดระวัง และมีความละเอียดรอบคอบมากขึ้น โดยเฉพาะแผนการขยายธุรกิจไปในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งต้องใช้ปัจจัยการขยายตัวของชุมชนและเศรษฐกิจเป็นองค์ประกอบสำคัญในด้านของการตัดสินใจ และติดตามโอกาสการลงทุน
“นโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัท ถ้าจะเข้าไปลงทุนขยายธุรกิจในพื้นที่ไหนจะดูแหล่งชุมชน และการขยายตัวของเศรษฐกิจในพื้นที่นั้นๆ เป็นหลัก ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีแผนที่จะลงทุนธุรกิจค้าปลีกพื้นที่ไหนเพิ่มเติม โดยเฉพาะการเข้าไปขยายธุรกิจในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ” สุเวทย์ กล่าว
สุเวทย์ กล่าวว่า บริษัทต้องการความชัดเจนในด้านต่างๆ ซึ่งหลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปีนี้ คาดว่าจะใช้ระยะเวลาอีก 3-5 ปี จึงจะเห็นภาพความชัดเจนของการขยายตัวทางเศรษฐกิจและจุดเชื่อมต่อทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งนโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัทจะไม่เน้นเข้าไปขยายธุรกิจเป็นรายที่ 2 เพราะโอกาสที่จะทำธุรกิจให้แจ้งเกิดได้จะน้อยกว่ารายแรกที่เข้าไปทำ
สำหรับแผนการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังนี้ บริษัท เอ็ม บี เค ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจในเครือตามแผนเดิมที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปีภายใต้งบลงทุนรวม 2,000 ล้านบาท พร้อมกับให้ความสำคัญกับธุรกิจค้าปลีกที่ยังประสบความสำเร็จไม่เป็นที่น่าพอใจ เช่น ศูนย์การค้า HaHa 55 ซึ่งยังคงต้องปรับปรุงพื้นที่อีก 2 ชั้น เพื่อให้แล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปลายปีนี้
“บริษัทจะทยอยปรับปรุงศูนย์การค้าเอ็ม บี เค ให้มีความสวยงามทั้งภายนอกและภายใน โดยปีนี้จะเน้นปรับปรุงภายนอกก่อน ส่วนภายในจะเริ่มปรับปรุงอย่างจริงจังในปีหน้า ด้วยการเพิ่มพื้นที่ร้านอาหารเข้าไปในชั้น 6 เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายครอบครัวและคนทำงานทดแทนกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นที่หายไป” สุเวทย์ กล่าว
ด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลังจากทำการส่งมอบ ควินน์ คอนโดมิเนียมให้กับลูกค้าในปลายปีนี้และต้นปีหน้า ก็จะลงทุนคอนโดมิเนียมโครงการต่อไปทันทีใกล้กับโครงการเดอะ ไนน์ พระราม 9 เป็นคอนโดนิเมียม 8 ชั้น จำนวน 400 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท
ในส่วนของธุรกิจร้านอาหารก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่จะหันมาให้ความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นทั้งสองแบรนด์คือ ร้านฟูจิโอะโชกุโดและร้านซูรุมารุอุด้งฮอนโปะ เนื่องจากยังมีจุดอ่อนในด้านของการบริการที่ยังคงไม่ตรงความต้องการของกลุ่มลูกค้าคนไทย
สุเวทย์ กล่าวปิดท้ายว่า ธุรกิจที่ไม่มีการลงทุนเป็นพิเศษในปีนี้ คือ ธุรกิจสนามกอล์ฟ โดยยังคงบริหารที่ 5 แห่ง เช่นเดียวกับธุรกิจโรงแรมที่มีอยู่ 4 แห่ง และการเงินที่ยังคงเน้นการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง โดยหลังจากปรับปรุงธุรกิจอย่างต่อเนื่องคาดว่าสิ้นปีนี้จะมีรายได้เติิบโตตามเป้าหมายที่ 5-6%







