
ปลุกเร่งสร้างสะพาน กระพือการค้าชายแดนใต้
มากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการค้าชายแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
มากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการค้าชายแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นการค้าบริเวณชายแดนภาคใต้ที่มีพื้นที่ติดต่อกับมาเลเซีย ซึ่งหากพิจารณาจากศักยภาพแล้ว สามารถเติบโตได้อีกมาก หากอุดจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งให้เหมาะสม
วัฒนา ธนาศักดิ์เจริญ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคใต้ ให้ข้อมูลว่า ในปี 2557 มูลค่าการค้าชายแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย สปป.ลาว พม่า และกัมพูชา รวมอยู่ที่ 8 แสนกว่าล้านบาท โดยเป็นมูลค่าการค้าจากด่าน 9 แห่งใน 5 จังหวัดชายแดนใต้สูงถึง 5 แสนกว่าล้านบาท
ที่น่าสนใจคือ มูลค่าการค้าส่วนใหญ่ระหว่างไทยและพม่า หรือประมาณ 98.6% มาจาก 2 ด่านหลัก คือ ด่านสะเดา และด่านปาดังเบซาร์ จ.สงขลา ส่วนที่เหลืออีก 7 ด่าน มีสัดส่วนรวมกันเพียง 1.4% หรือมีมูลค่าปีละ 5-6 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มูลค่าการค้าชายแดนอีก 7 ด่านที่เหลือไม่เติบโต เนื่องจากยังไม่มีการพัฒนาที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ซึ่ง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากช่วงหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ชายแดนใต้เกิดปัญหาความไม่สงบ ทำให้โครงการลงทุนและแผนพัฒนาต่างๆ สะดุดไป
อย่างไรก็ตาม คาดหวังว่าการที่ภาครัฐได้ประกาศให้ จ.นราธิวาส เป็นพื้นที่พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนในเฟส 2 จะช่วยผลักดันให้การค้าชายแดนระหว่างไทยและมาเลเซียใน 3 ด่านในพื้นที่ จ.นราธิวาส ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าตัว ภายใน 2-3 ปีนี้ จากปัจจุบันมีมูลค่าการค้าชายแดนเพียง 2,700-3,000 ล้านบาท/ปีเท่านั้น
ขณะเดียวกัน จะเป็นแรงหนุนให้มูลค่าการค้าผ่านด่านที่เหลือใน จ.สตูล ยะลา และปัตตานี ไหลลื่นได้มากขึ้น และเมื่อนั้นมูลค่าการค้าชายแดนไทยกับมาเลเซียก็จะเพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อมูลค่าการค้าชายแดนรวมของทั้งประเทศให้เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
สำหรับสิ่งที่ภาคเอกชนเสนอเพื่อเพิ่มศักยภาพการค้าชายแดนในพื้นที่ภาคใต้ คือ การผลักดันให้สร้างสะพานระหว่างไทยและมาเลเซียเพิ่มอีกแห่งคู่ขนานกับสะพานแห่งแรก เพื่อลดความแออัดของสะพานเชื่อมไทย-มาเลเซียแห่งแรก โดยจะเชื่อมระหว่างเมืองรันตูปันยัง รัฐกลันตันของมาเลเซีย กับ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส รวมทั้งรองรับการค้าและการท่องเที่ยวข้ามแดนที่คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
นอกจากนี้ ยังอยากให้เร่งความคืบหน้าโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลกที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว หลังล่าสุดมีการประชุมระดับกระทรวง และภาครัฐของไทยได้อนุมัติงบประมาณในการสำรวจและออกแบบสะพานวงเงิน 21 ล้านบาทไปเท่านั้น
ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลกที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เป็นความร่วมมือระหว่างไทยกับมาเลเซีย ภายใต้กรอบความร่วมมือการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-ไทย-มาเลเซีย (IMT-GT) มีงบลงทุนรวม 4,010 ล้านบาท โดยตามข้อตกลงฝ่ายไทยและมาเลเซียจะลงทุนคนละครึ่ง สร้างสะพานในฝั่งของตัวเองและมาเชื่อมกันกลางแม่น้ำ
“โครงการดังกล่าวถูกบรรจุในแผนพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภาคใต้มานานแล้ว แต่ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร เพราะติดขัดเรื่องกฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างและการออกแบบของทั้งสองประเทศต่างกัน ทำให้ต่างฝ่ายต่างทำจึงล่าช้าไป แต่ภาคเอกชนเชื่อและหวังว่า หลังนราธิวาสถูกประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเฟส 2 จะกระตุ้นให้แผนก่อสร้างสะพานแห่งนี้สำเร็จเร็วขึ้น หรือมีโรดแมปการทำงานที่ชัดเจนขึ้น” วัฒนา ระบุ
ทั้งนี้ ปัจจุบันมีสะพานเชื่อมระหว่างจังหวัดทางภาคใต้ของไทยกับมาเลเซีย 2 แห่ง ได้แก่ สะพานมิตรภาพแห่งที่ 1 เชื่อมระหว่างเมืองรันตู ปันยัง และสุไหงโก-ลก ซึ่งสร้างเสร็จตั้งเเต่ปี 2515 และสะพานมิตรภาพเเห่งที่ 2 เชื่อมระหว่างเมืองบูกิตบุหงาของมาเลเซีย กับด่านบูเก๊ะตา อ.แว้ง จ.นราธิวาส เปิดใช้เมื่อปี 2550
อย่างไรก็ดี ระหว่างที่แผนการก่อสร้างสะพานแห่งใหม่ยังล่าช้า ต้องการเสนอให้รัฐบาลไทยไปเจรจากับรัฐบาลมาเลเซีย เปิดเส้นทางรถไฟจากรัฐกลันตันมายัง อ.สุไหงโก-ลก คู่ขนานกันไป ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก เพราะเป็นเส้นทางที่มาเลเซียเคยใช้งานมาก่อน และรางยังอยู่ในสภาพดี พร้อมใช้งาน
วัฒนา บอกว่า หากมาเลเซียยอมเปิดเส้นทางรถไฟนี้จะทำให้ไทยสามารถขนส่งสินค้าหรือเดินทางโดยรถไฟไปมาเลเซียและสิงคโปร์ได้สะดวกขึ้น โดยจากสุไหงโก-ลกไปสถานีปาเสมัส รัฐกลันตัน มีระยะทางเพียง 20 กิโลเมตร ซึ่งสามารถเดินทางต่อไปยังสิงคโปร์ได้







