
พลังงานเตรียมรับมือแหล่งก๊าซฯเจดีเอหยุดจ่าย19-23ก.ค.
กระทรวงพลังงานเตรียมประเมินพร้อมรับมือแหล่งก๊าซฯเจดีเอหยุดจ่าย19-23 ก.ค. ไฟฟ้าหายไป 800 เมกะวัตต์ ในขณะที่กฟผ.ชู 4 แผนรับมือ ยันไม่เกิดไฟฟ้าดับภาคใต้
กระทรวงพลังงานเตรียมประเมินพร้อมรับมือแหล่งก๊าซฯเจดีเอหยุดจ่าย19-23 ก.ค. ไฟฟ้าหายไป 800 เมกะวัตต์ ในขณะที่กฟผ.ชู 4 แผนรับมือ ยันไม่เกิดไฟฟ้าดับภาคใต้
นายทวารรัฐ สูตะบุตร รองปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้กระทรวงพลังงานเตรียมเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินความพร้อมกรณีแหล่งก๊าซธรรมชาติพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย(เจดีเอ- เอ18 ) หยุดซ่อมบำรุงปรับปรุงระบบระหว่างวันที่ 19-23 ก.ค. ซึ่งจะมีผลกระทบต่อโรงไฟฟ้าจะนะ ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง กำลังการผลิตหายไป 800 เมกะวัตต์ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้ไม่ให้เกิดปัญหาไฟฟ้าดับในวงกว้าง
ทั้งนี้ประเด็นหลักที่จะต้องใหความสำคัญคือการจัดหากำลังผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้มีการปรับปรุงให้โรงไฟฟ้าจะนะชุดที่ 1 สามารถเปลี่ยนไปใช้น้ำมันดีเซลแทนก๊าซฯได้ ในเบื้องต้นจะสามารถเดินเครื่องได้ทันในเดือนก.ค.นี้ แต่ในทางปฏิบัติจะต้องได้รับการยืนยันว่าสามารถเดินเครื่องได้24 ชม. ด้วยขณะเดียวกันจะต้องจัดเตรียมสต๊อกน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาสำรองไว้ใช้กับโรงไฟฟ้า และการดูแลระบบสายส่งไฟฟ้าให้พร้อมมากที่สุด
ด้านนายเริงชัย คงทอง ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ.ได้เตรียมแผนรับมือช่วงแหล่งก๊าซฯเจดีเอหยุดจ่ายไว้ 4 ด้าน ประกอบไปด้วย 1.ด้านการผลิตไฟฟ้า จะเดินเครื่องโรงไฟฟ้าจะนะชุดที่ 1ด้วยดีเซล ในขณะที่ให้ชะลอการซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าในภาคใต้ เช่น โรงไฟฟ้ากระบี่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนรัชชประภา โรงไฟฟ้าพลังน้ำ
2. ด้านระบบส่ง การบำรุงรักษาสายส่งไฟฟ้าให้มีความพร้อม เนื่องจากปัจจุบันยังต้องส่งกำลังไฟฟ้าจากภาคกลางไปยังภาคใต้ รวมทั้งการประสานไปยังการไฟฟ้ามาเลเซีย เพื่อซื้อไฟฟ้าไว้ใช้กรณีฉุกเฉิน ไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ เป็นมาตรการรองรับไว้ แต่ถ้าทุกอย่างปกติก็ไม่จำเป็นต้องซื้อไฟฟ้าเพิ่ม 3. การเตรียมสำรองน้ำมันดีเซลไว้ใช้กับโรงไฟฟ้าจะนะ 20 ล้านลิตร และน้ำมันเตา 25 ล้านลิตร ไว้ใช้กับโรงไฟฟ้ากระบี่ และ4. การขอความร่วมมือกับภาคประชาชนและผู้ประกอบการเอกชน เพื่อลดใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.)จะนำโครงการความร่วมมือลดใช้ไฟฟ้า มาใช้อีกครั้ง เป็นเชิญชวนให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่เข้าร่วมโครงการลดใช้ไฟฟ้าในช่วงที่แหล่งก๊าซฯเจดีเอหยุดจ่าย
อย่างไรก็ตามในปีนี้การหยุดจ่ายก๊าซฯแหล่งเจดีเอ ยังไม่น่าเป็นห่วงมากนัก โดยจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าหายไป 700 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดการณ์ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ในเดือนก.ค. เฉลี่ยอยู่ที่ 2,350 เมกะวัตต์ เทียบกับเดือนเม.ย อยู่ที่ 2,504 เมกะวัตต์ ในขณะที่ความสามารถในการผลิตไฟฟ้าของภาคใต้ จะอยู่ที่ประมาณ 2,200 เมกะวัตต์ ยังไม่รวมกับการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางเข้ามา ได้สูงสุดไม่เกิน 600 เมกวัตต์ ดังนั้นในปีนี้ หากไม่เกิดอุบัติหรือกรณีฉุกเฉิน ปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ในภาคใต้ยังเพียงพอแต่ที่ต้องเตรียมมาตรการไว้รองรับเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยง
นายไกรสีห์ กรรณสูต กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรคกูเลเตอร์) กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณานำโครงการความร่วมมือลดใช้ไฟฟ้า มาใช้กับผู้ใช้ไฟฟ้าทางภาคใต้ โดยตั้งเป้าหมายจะลดการใช้ไฟฟ้าได้ไม่เกิน 100 เมกะวัตต์ ส่วนอัตราค่าไฟฟ้าที่จะชดเชยให้กับผู้ที่ลดใช้ไฟฟ้าได้ ยังอยู่ระหว่างการหารือเพื่อให้ได้ตัวเลขที่เหมาะสมแต่คงไม่ถึง 4 บาทต่อหน่วย เนื่องจากเป็นการรณรงค์เฉพาะผู้ใช้ไฟฟ้าในภาคใต้เท่านั้น







