posttoday
บทบาทนักลงทุนต่างชาติ  ในตลาดตราสารหนี้ไทยและความท้าทาย

บทบาทนักลงทุนต่างชาติ ในตลาดตราสารหนี้ไทยและความท้าทาย

05 มิถุนายน 2558

โครงสร้างตลาดการเงินของไทยเปลี่ยนแปลงมาเป็นลำดับ จากเดิมที่พึ่งพาระบบธนาคารเป็นหลัก โดยมีการกู้ยืมผ่านสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ถึงเกือบ 80% แต่หลังจากที่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินปี 1997 ภาครัฐและเอกชนได้หันมาให้ความสำคัญในการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้มากขึ้น ส่งผลให้ตลาดมีมูลค่าต่อมูลค่าการระดมทุน 3 ช่องทางเฉลี่ย 26% ต่อปี ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา (ปี 2000-2015) และปัจจุบัน ณ ไตรมาสแรกปี 2015 ตลาดตราสารหนี้มีบทบาทอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 4 ของการกู้ยืมทั้งระบบ

โครงสร้างตลาดการเงินของไทยเปลี่ยนแปลงมาเป็นลำดับ จากเดิมที่พึ่งพาระบบธนาคารเป็นหลัก โดยมีการกู้ยืมผ่านสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ถึงเกือบ 80% แต่หลังจากที่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินปี 1997 ภาครัฐและเอกชนได้หันมาให้ความสำคัญในการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้มากขึ้น ส่งผลให้ตลาดมีมูลค่าต่อมูลค่าการระดมทุน 3 ช่องทางเฉลี่ย 26% ต่อปี ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา (ปี 2000-2015) และปัจจุบัน ณ ไตรมาสแรกปี 2015 ตลาดตราสารหนี้มีบทบาทอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 4 ของการกู้ยืมทั้งระบบ

ณ ไตรมาสแรกปีนี้ ยอดคงค้างตราสารหนี้รวมทุกประเภทอยู่ที่ 9,409 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53% เทียบกับมูลค่า 6,168 ล้านบาท ของปี 2009 โดยแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก คือ พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้สถาบันการเงิน และตราสารหนี้ภาคธุรกิจ โดยมีสัดส่วนไม่เปลี่ยนแปลงจากอดีตมากนักอยู่ที่ 37% 35% และ 28% ของยอดคงค้างทั้งหมด (ปี 2009-2015) และจากฐานข้อมูลของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) พบว่า อายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ทุกประเภทของไทยในปี 2013 อยู่ที่ 13 ปี เพิ่มขึ้นจาก 8.7 ปี ในปี 2004

เมื่อพิจารณาขนาดของตลาดตราสารหนี้เทียบกับขนาดของเศรษฐกิจจากข้อมูล Asian Bonds Online พบว่า มูลค่ายอดคงค้างตราสารหนี้สกุลเงินบาท/จีดีพีของไทยอยู่ที่ 76% ในปี 2014 เพิ่มขึ้นจาก 27% ในปี 2000 และเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค พบว่า ตลาดตราสารหนี้รวมของไทยมีขนาดใกล้เคียงกับสิงคโปร์และฮ่องกง แต่ตราสารหนี้ภาคธุรกิจของไทยมีสัดส่วนน้อยกว่า โดยในปี 2014 มีสัดส่วนตราสารหนี้ภาคธุรกิจต่อจีดีพี 19% ขณะที่เกาหลีใต้มีสัดส่วน 74% มาเลเซีย 43% สิงคโปร์ 32% และฮ่องกง 29% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตภาคเอกชนไทยมีแนวโน้มที่จะระดมทุนในตลาดตราสารหนี้มากขึ้น ดูจากรายงานของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) พบว่า มูลค่าการออกตราสารหนี้ระยะยาวในปี 2014 เพิ่มขึ้นถึง 32% จากปีก่อนหน้า โดยเป็นบริษัทที่ออกหุ้นกู้เป็นครั้งแรก 24 บริษัท จากบริษัทที่ออกตราสารหนี้ 88 บริษัท สะท้อนการเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดของภาคเอกชนที่สูงขึ้น

ในแง่ของประเภทผู้ลงทุน พบว่า มากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 62% กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มสถาบันการเงิน ณ ไตรมาสแรกปี 2015 แบ่งเป็นสถาบันการเงินที่รับฝากเงิน 30% และสถาบันการเงินอื่น 32% ที่เหลือกระจายอยู่ในกลุ่มผู้ลงทุนที่เป็นภาครัฐ 14% ธนาคารแห่งประเทศไทย 8% และนักลงทุนต่างชาติ 10% ขณะที่ธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ครัวเรือนและสถาบันที่ไม่แสวงหากำไรถือครองตราสารหนี้รวมกันเพียง 6% ของตราสารหนี้ทั้งหมด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนักลงทุนรายย่อยลงทุนผ่านสถาบันการเงิน สัดส่วนนี้จึงน้อย

สำหรับพฤติกรรมของนักลงทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ไทย พบว่า ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนใช้ในการตัดสินใจลงทุน คือ ระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ โดยมักพบว่าประเทศที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจดีจะมีตลาดตราสารหนี้ที่พัฒนากว่า และดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้มากกว่า นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ คือ ปัจจัยด้านดุลการคลัง ปัจจัยด้านสถาบัน เช่น มีระบบกฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร รวมถึงการเปิดให้เงินทุนจากต่างชาติเคลื่อนย้ายได้เสรี

ขณะที่นักลงทุนที่ให้น้ำหนักทั้งผลตอบแทนและความเสี่ยงไปพร้อมๆ กัน จะสนใจประเทศที่มีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจดี มีความผันผวนของผลตอบแทนและอัตราแลกเปลี่ยนในระดับที่นักลงทุนรับได้ โดยผลตอบแทนต่อความเสี่ยงของไทยอยู่ในระดับกลางๆ ค่อนไปทางต่ำ และต่ำกว่าสิงคโปร์ เกาหลีใต้ ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย สอดคล้องกับระดับมูลค่าเงินทุนไหลเข้าที่ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ไทยมีเงินทุนไหลเข้าในตลาดตราสารหนี้เฉลี่ยปีละ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงปี 2006 ถึงเดือน มิ.ย. 2014 ต่ำกว่ากลุ่ม ASEAN 5 ได้แก่ คือมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ซึ่งมีเงินทุนไหลเข้า 8,000 - 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ 

ภาพรวมการลงทุนสุทธิของต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ไทยยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.09% ของการลงทุนทั่วโลก โดยนิยมลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวสูงสุดเป็นอันดับแรก จากข้อมูล ณ ไตรมาสแรกปีนี้ ถือครองพันธบัตรรัฐบาลเกือบ 90% รองลงมาในตราสารหนี้สถาบันการเงินระยะสั้น 7% ตราสารหนี้ภาครัฐระยะสั้น 3% และตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงินรวมระยะสั้นและยาวประมาณ 2%

สำหรับประเภทของนักลงทุนที่เข้ามาในไทย ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนสถาบันการเงินและนิติบุคคลจดทะเบียนในต่างประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ โดยมาจากญี่ปุ่น 17% ของยอดคงค้างการลงทุนจากต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ไทย รองลงมาเป็นสิงคโปร์ ลักเซมเบิร์ก สหรัฐและอังกฤษ แต่ญี่ปุ่นก็ยังลงทุนในไทยอันดับท้ายๆ เพียง 0.2% ของการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศของญี่ปุ่นทั้งหมด

ปัจจุบันสัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลของนักลงทุนต่างชาติในไทยยังไม่สูงนัก อยู่ที่ประมาณ 18% ณ สิ้นปี 2014 เทียบกับ อินโดนีเซียที่ 38% และมาเลเซีย 31% นอกจากนี้ หากเทียบกับกลุ่มประเทศที่ตลาดตราสารหนี้ที่พัฒนาแล้ว ที่ตลาดมีทั้งความหลากหลายของทั้งผู้ลงทุนและผลิตภัณฑ์และความลึก เช่น อังกฤษและสหรัฐ จะมีสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติที่ถือครองพันธบัตรรัฐบาล 30% และ 32% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม มองมุมกลับถือว่าเป็นโอกาสที่จะส่งเสริมความรู้ทางการเงินให้แก่นักลงทุนรายย่อยในประเทศ ให้หันมาลงทุนในตลาดตราสารหนี้มากขึ้น โดยเฉพาะเป็นการหาผลตอบแทนที่ดีในช่วงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ สร้างวินัยการออมการลงทุนในระยะยาว ขณะเดียวกันจะทำให้ต้นทุนกู้ยืมต่ำลง เป็นประโยชน์ต่อทั้งนักลงทุนและผู้กู้ยืมไปพร้อมๆ กัน

หมายเหตุ : เป็นเนื้อหาโดยสรุปจากบทความ เรื่อง “บทบาทของนักลงทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้กับความท้าทายข้างหน้า” โดยเศรษฐกรประจำธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย