
ถกยักษ์ปิโตรเลียม ตุนซื้อก๊าซ
ในช่วงการประชุมก๊าซโลก 2015 หรือ “World Gas Conference 2015” วันที่ 1-5 มิ.ย. 2558 ซึ่งจัดประชุมทุกๆ 3 ปี และครั้งนี้บริษัทน้ำมันและปิโตรเลียมจากทั่วโลก 600 บริษัทใน 100 ประเทศเข้าร่วมประชุม โดยบริษัทที่เข้าร่วมประชุมต่างประเมินกันว่า ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะหลังอุตสาหกรรมการเดินเรือเริ่มหันมาใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงมากขึ้น
ในช่วงการประชุมก๊าซโลก 2015 หรือ “World Gas Conference 2015” วันที่ 1-5 มิ.ย. 2558 ซึ่งจัดประชุมทุกๆ 3 ปี และครั้งนี้บริษัทน้ำมันและปิโตรเลียมจากทั่วโลก 600 บริษัทใน 100 ประเทศเข้าร่วมประชุม โดยบริษัทที่เข้าร่วมประชุมต่างประเมินกันว่า ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะหลังอุตสาหกรรมการเดินเรือเริ่มหันมาใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงมากขึ้น
บริษัท ปตท. ซึ่งเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ ได้มีโอกาสพบกับบริษัทพลังงานหลายรายและเจรจาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ ทั้งที่เป็นสัญญาระยะสั้นและสัญญาระยะยาว
นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. ระบุว่า ปริมาณสำรองปิโตรเลียมของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่การจัดหาแหล่งก๊าซใหม่ๆ ในประเทศทำได้ยากขึ้น ปตท.จึงต้องจัดหาก๊าซจากต่างประเทศเพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ตลอดจนการใช้ก๊าซธรรมชาติในภาคอุตสาหกรรมและขนส่งที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี
ทั้งนี้ ปัจจุบันการจัดหาก๊าซจากแหล่งในประเทศอยู่ที่ 78% และนำเข้าจากต่างประเทศ 22%
“ปตท.ต้องเร่งจัดหาก๊าซธรรมชาติให้เพียงพอ เพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่สะดุดจากภาวะขาดแคลนพลังงาน จากประเด็นสัมปทานปิโตรเลียมและแผนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ยังไม่มีความชัดเจน ทำให้การนำเข้าแอลเอ็นจีเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
นายไพรินทร์ ระบุว่า ในการประชุมเวทีก๊าซโลก 2015 ปตท.มีเป้าหมายในการเจรจากับคู่ค้าเพื่อจัดหาแอลเอ็นจีในระยะยาว เช่น การพูดคุยกับบริษัท เชฟรอน ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการพลังงานโลก รวมถึงการขยายความร่วมมือกับบริษัทในกลุ่มของกาตาร์ก๊าซ ซึ่งเป็นพันธมิตรของ ปตท. ที่จะส่งแอลเอ็นจีให้ไทย 2 ล้านตัน/ปี
ผู้บริหารระดับสูง ปตท. ยังได้เจรจาทางธุรกิจกับบริษัท เปโตรนาส (Petronas) และ บริษัท เอ็นจี้ (Engie) เกี่ยวกับการตกลงซื้อขายแอลเอ็นจีในอนาคต ซึ่งปัจจุบันทั้งสองบริษัทก็มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ดีต่อกันกับกลุ่ม ปตท. โดยเปโตรนาสมีบริษัทลูกที่ร่วมทุนในโครงการเจดีเอ และบริษัท เอ็นจี้ ก็ถือหุ้น 40% ในบริษัท พีทีทีเอ็นจีดี ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท.
นอกจากนี้ กลุ่ม ปตท.ยังแสวงหาพันธมิตรอื่นๆ ที่อาจจะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งด้านเชื้อเพลิงแอลเอ็นจี โดยการจัดหาแหล่งแอลเอ็นจีระยะสั้น (ซื้อ/ขายในตลาด Spot หรือซื้อ/ขายเป็นครั้งๆ) จากแหล่งต่างๆ และมีโอกาสเจรจาทางธุรกิจร่วมกับบริษัท โททาล และบริษัท เชลล์







