
รู้จักความเสี่ยงของตราสารหนี้ก่อนลงทุน
หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายลง 2 ครั้งติดต่อกัน แถมท่านผู้ว่าการ ธปท. ให้สัมภาษณ์ว่าดอกเบี้ยนโยบายมีโอกาสปรับลดลงไปอีก ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ พากันลดดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินกู้ลง แต่สิ่งหนึ่งที่ลดเร็วกว่าเงินฝากก็คือ กองทุนรวมที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลหรือตราสารหนี้ที่กำหนดอายุการลงทุนที่แน่นอน เช่น 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ก็มีการประกาศลดผลตอบแทนที่คาดว่าจะให้
หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายลง 2 ครั้งติดต่อกัน แถมท่านผู้ว่าการ ธปท. ให้สัมภาษณ์ว่าดอกเบี้ยนโยบายมีโอกาสปรับลดลงไปอีก ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ พากันลดดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินกู้ลง แต่สิ่งหนึ่งที่ลดเร็วกว่าเงินฝากก็คือ กองทุนรวมที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลหรือตราสารหนี้ที่กำหนดอายุการลงทุนที่แน่นอน เช่น 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ก็มีการประกาศลดผลตอบแทนที่คาดว่าจะให้
เมื่อดอกเบี้ยลดลงแรง และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ธนาคารพาณิชย์พากันระมัดระวังเรื่องความเสี่ยงของการปล่อยกู้ มีการวิเคราะห์สินเชื่อที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น ทำให้หลายๆ บริษัทที่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน ก็เลือกที่จะระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้ออกมาขายให้กับประชาชน
เมื่อมีหุ้นกู้ออกมามากในช่วงนี้ คำถามคือ หุ้นกู้คืออะไร และเราจะเลือกได้อย่างไรว่าหุ้นกู้ตัวไหนเหมาะกับเรามากที่สุด (ผมไม่ใช้คำว่าดีที่สุด เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง ดีที่สุดนั้นไม่มี เมื่อมีข้อดีหนึ่งอย่าง ก็จะมีข้อเสียอีกอย่างเสมอ)
มาคำถามแรกคือ หุ้นกู้คืออะไร หุ้นกู้คือตราสารหนี้ประเภทหนึ่ง ซึ่งตราสารหนี้คือสัญญาการกู้ยืมเงิน โดยผู้ออกตราสารจะอยู่ในฐานะลูกหนี้ ตกลงที่จะจ่ายดอกเบี้ยเป็นงวดๆ และคืนเงินต้นให้แก่ผู้ซื้อตราสาร (ผู้ลงทุน) ในฐานะเจ้าหนี้ ก็เหมือนที่เราฝากธนาคารนั่นแหละ เราเป็นเจ้าหนี้ ธนาคารเป็นลูกหนี้
จะดูว่าหุ้นกู้ตัวไหนเหมาะกับเรา เราต้องเข้าใจก่อนว่า เมื่อเราซื้อตราสารหนี้เท่ากับเราเป็นเจ้าหนี้ปล่อยเงินกู้ให้กับผู้ออกตราสารหนี้ซึ่งเท่ากับเป็นลูกหนี้เรา เราจึงจำเป็นต้องพิจารณาดูว่าการซื้อตราสารหนี้ครั้งนี้เสี่ยงหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน เช่น ลูกหนี้เราจะเบี้ยวหนี้เราหรือไม่ ถ้าเราต้องการเงินใช้ฉุกเฉินจะถอนตราสารหนี้เหมือนถอนเงินฝากได้หรือไม่ ฯลฯ
ดังนั้น เราจึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับนิยามของความเสี่ยงของตราสารหนี้กันก่อน ตัวอย่างเช่น ความเสี่ยงด้านเครดิต ฯลฯ
ความเสี่ยงด้านเครดิต (Default Risk หรือ Credit Risk) คือ ความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารหนี้จะเบี้ยวหนี้ คือ ผิดนัดชำระดอกเบี้ยและเงินต้นให้กับเจ้าหนี้ (ผู้ลงทุน) แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าหุ้นกู้ที่เราลงทุนมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหนเรื่องนี้สำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งคอยคุ้มครองประโยชน์ของผู้ลงทุนอย่างพวกเราจึงออกข้อบังคับให้ผู้ออกตราสารหนี้ ต้องให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือประเมินความเสี่ยงของตราสารหนี้ โดยการให้อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) (อันดับความน่าเชื่อถือจะเป็นดัชนีบ่งชี้ถึงความสามารถของผู้ออกตราสารหนี้ในการชำระดอกเบี้ยและเงินต้นคืนเต็มจำนวนตรงตามเวลาที่กำหนด รวมทั้งยังบอกถึงความสามารถในการปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ของผู้ออกตราสารหนี้ได้อย่างครบถ้วน)
อันดับเครดิตของหุ้นกู้ที่ประกาศโดยสถาบันจัดอันดับเครดิตในประเทศ 2 ราย คือ บริษัท ทริส เรทติ้ง และบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) ซึ่งเรียงตามลำดับจากอันดับเครดิตที่สูงที่สุด อย่างเช่นของทริสฯ เรียง AAA ดีสุด C เสี่ยงสุด เป็นต้น
ตามมาตรฐานสากลอันดับเครดิตตั้งแต่ BBB ขึ้นไปจนถึง AAA ถือว่าหุ้นกู้ดังกล่าวอยู่ในระดับน่าลงทุน (Investment grade) ส่วนอันดับเครดิตที่ต่ำกว่า BBB ลงไป มักเป็นหุ้นกู้ในระดับที่ลงทุนเพื่อเก็งกำไร (Speculative) หากผู้ออกตราสารหนี้ถูกจัดอันดับความน่าเชื่อถือให้อยู่ในระดับต่ำ แสดงว่าผู้ออกตราสารหนี้นั้นมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ค่อนข้างสูง ก็จำเป็นต้องเสนอดอกเบี้ยที่สูงเพื่อดึงดูดให้ผู้ลงทุนสนใจ
แต่หากผู้ออกตราสารหนี้ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในระดับสูง แสดงว่าบริษัทมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ต่ำ ก็ย่อมที่จะเสนออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ดังนั้นจะซื้อตราสารหนี้อย่าดูแค่ดอกเบี้ยอย่างเดียว เพราะไม่มีใครอยากจ่ายดอกเบี้ยแพงหรอกถ้าไม่จำเป็น มองดูด้วยว่ามีความเสี่ยงมากมั้ย
ท่านที่สนใจบทความทางการเงินที่ผมได้เขียนเองและได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ สำหรับเผยแพร่ให้ท่านผู้สนใจ ขอเชิญไปกด Like ได้ที่ Page ใน Facebook ชื่อ Sathit Bovornsantisuth CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ...







