
วิกฤต...เอสเอ็มอี
ธุรกิจ SMEs ซึ่งเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางไปจนถึงขนาดเล็ก มีตั้งแต่ผู้ประกอบการ อุตสาหกรรม บริการ ค้าปลีก เกษตรแปรรูป ฯลฯ ถือเป็นหน่วยธุรกิจรวมกันมีปริมาณมากที่สุดในระบบเศรษฐกิจ คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 70 แต่จากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2556 ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจเหล่านี้ ซึ่งโดยสภาพก็อ่อนแออยู่แล้ว
ธุรกิจ SMEs ซึ่งเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางไปจนถึงขนาดเล็ก มีตั้งแต่ผู้ประกอบการ อุตสาหกรรม บริการ ค้าปลีก เกษตรแปรรูป ฯลฯ ถือเป็นหน่วยธุรกิจรวมกันมีปริมาณมากที่สุดในระบบเศรษฐกิจ คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 70 แต่จากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2556 ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจเหล่านี้ ซึ่งโดยสภาพก็อ่อนแออยู่แล้ว
ในปี 2557 มีกลุ่มเอสเอ็มอีเลิกกิจการไปประมาณ 18,968 ราย คิดเป็นมูลค่าจากทุนจดทะเบียนเกือบ 8 หมื่นล้านบาท หากเทียบกับปีก่อนหน้านั้น การปิดกิจการของเอสเอ็มอีขยายตัวสูงขึ้นใกล้เคียง 9% ซึ่งตัวเลขนี้ยังเป็นเพียงบางส่วน เพราะที่ปิดตัวอย่างเงียบๆ คงมีมากกว่านี้ ในขณะที่ปัจจุบันเอสเอ็มอีจำนวนมากอยู่ในสภาพเฉา และบางส่วนอยู่ในอาการรอเวลาปิดกิจการ
ปัจจัยสำคัญซึ่งกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีกำลังประสบ คือยอดขายตกจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ขณะที่ราคาขายยังถูกบีบให้ลดราคา โดยเฉพาะกลุ่มที่ค้าขายกับผู้ประกอบการที่เป็นห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อ ซึ่งมักมีแคมเปญลดราคาให้ลูกค้า อีกทั้งการขาดอำนาจต่อรองทำให้ต้องซื้อวัตถุดิบจากผู้ผลิตรายใหญ่ในราคาที่สูง ภาวะซ้ำเติมของเอสเอ็มอี ซึ่งเลือกลูกค้าไม่ค่อยได้ เมื่อขายไปแล้วกว่าจะเก็บเงินได้ต้องใช้เวลาเป็นเดือน ยิ่งขายให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีอำนาจต่อรองสูงเครดิตก็จะยาว หากวางบิลคลาดไปวันเดียวก็ต้องไปรอเก็บเงินเป็นเดือน
จากที่กล่าวนี้จึงไม่แปลกที่ในระยะหลังมักปรากฏเป็นข่าวว่า เอสเอ็มอีขาดสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งก็ตรงกับข้อเท็จจริง สะท้อนจากตัวเลขของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยกว่าร้อยละ 30 ของเอสเอ็มอีขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง สถาบันการเงินทั้งใหญ่-เล็กจึงดาหน้าออกมาลดยอดการปล่อยสินเชื่อเพราะกลัวหนี้เสีย ซึ่งแนวโน้ม NPL ของกลุ่มเอสเอ็มอีสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการชะลอการปล่อย
สินเชื่อหรือจากตัวเลขบางสถาบันการเงินปฏิเสธคำขอสินเชื่อของเอสเอ็มอีถึงครึ่งหนึ่ง
ทั้งนี้ ในไตรมาสแรกของปี สินเชื่อของเอสเอ็มอีขยายตัวเพียง 4.5% โดยธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่บางแห่งขยายตัวเพียงร้อยละ 1.8 นอกจากนี้ จากดัชนีเชื่อมั่นเอสเอ็มอีในเดือน พ.ค. ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า เอสเอ็มอีกว่าครึ่งขาดความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว แสดงให้เห็นว่าจากนี้ไปวิกฤตการอยู่รอดของเอสเอ็มอีจะมีความสุ่มเสี่ยงสูง
สำหรับมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลมีโครงการช่วยเหลือเอสเอ็มอีออกมามากมาย ลองเอามาคำนวณเป็นเงินเฉียดหลักแสนล้าน เช่น การจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอี หรือเรียกว่า Fund of Funds โครงการสินเชื่อเอสเอ็มอีดอกเบี้ยต่ำ โครงการให้ บสย.เข้ามาช่วยค้ำประกันหนี้ ฯลฯ ซึ่งเป็นเหมือนสูตรสำเร็จของทุกรัฐบาลในการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ก็ขอให้ทำจริงๆ
เพราะโครงการที่ออกมาดีทั้งนั้น เพียงแต่ไม่ค่อยมีเม็ดเงินหรือหน่วยงานระดับปฏิบัติงานขานรับนโยบาย จะช่วยอะไรก็เร่งทำเร็วๆ...พวกยาดม ยาหอม ยาหม่อง มีเยอะแล้ว ไม่เอาครับ







