
พลังแห่งคำสืบค้น
ในปี 2558 นี้ มีการคาดการณ์ว่ากลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อย หรือเอสเอ็มอีไทย ที่มีการทำตลาดออนไลน์นั้นจะมีอัตราการเติบโตทางธุรกิจเพิ่มขึ้น 50% ทีเดียว เมื่อเปรียบเทียบกับเอสเอ็มอีที่ไม่มีการนำเทคโนโลยีหรือก้าวเข้าสู่โลกการค้าดิจิทัล ซึ่งถือเป็นกระแสที่เจ้าของธุรกิจทุกขนาดต้องติดตาม และปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนแปลง
ในปี 2558 นี้ มีการคาดการณ์ว่ากลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อย หรือเอสเอ็มอีไทย ที่มีการทำตลาดออนไลน์นั้นจะมีอัตราการเติบโตทางธุรกิจเพิ่มขึ้น 50% ทีเดียว เมื่อเปรียบเทียบกับเอสเอ็มอีที่ไม่มีการนำเทคโนโลยีหรือก้าวเข้าสู่โลกการค้าดิจิทัล ซึ่งถือเป็นกระแสที่เจ้าของธุรกิจทุกขนาดต้องติดตาม และปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนแปลง
จากการสัมมนา “ถอดรหัสธุรกิจ พิชิตยอดขาย ด้วย Google Adword” ในหัวข้อ กลยุทธ์เจาะตลาดสินค้าอุตสาหกรรม และบีทูบี โดยบริษัท เรดดี้แพลนเน็ต และกูเกิล ระบุถึงผู้ประกอบการธุรกิจไทยที่กำลังเริ่มต้นและกำลังขยับขยายกิจการ พบว่า ในขณะนี้เทรนด์การสืบค้น หรือหาข้อมูลด้านต่างๆ กำลังขยายตัวออกไปยังกลุ่มผู้ใช้งานในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น ที่ในปัจจุบันมีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 40% แล้ว
ต่างจากเดิมที่พบว่ามักมีการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อค้นหาข้อมูลมาจากส่วนกลางอย่างกรุงเทพฯ เป็นหลัก
ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสทางการค้าที่สำคัญสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจในปัจจุบันที่จะมีโอกาสได้พบปะกลุ่มเป้าหมายได้อย่างทั่วถึงทั่วประเทศผ่านหน้าร้านออนไลน์แม้จะไม่มีหน้าร้านจริงก็ตาม
นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตไทยคิดเป็นสัดส่วนกว่า 85% มักใช้บริการเครื่องมือค้นหาข้อมูล หรือเสิร์ชเอนจิ้น “กูเกิล” เพื่อสืบค้นข้อมูลผลิตภัณฑ์ บริการจากเจ้าของสินค้า หน่วยงานองค์กรต่างๆ ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า บริการ หรือเรียกได้ว่าพลังแห่งการค้นหาข้อมูล ผ่านคำค้น หรือ “คีย์เวิร์ด” ถือเป็นปัจจัยอันดับต้นๆ ที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคในเวลานี้
นอกเหนือจากกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปที่ใช้เสิร์ชเอนจิ้นเป็นตัวช่วยก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าต่างๆ นั้น ยังพบว่าในอนาคต กลุ่มธุรกิจต่อธุรกิจ (บีทูบี) จำนวนไม่น้อยกว่า 90% ก็ต่างใช้วิธีสืบค้นข้อมูลผลิตภัณฑ์ บริการ ก่อนเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณมากเช่นกัน ซึ่งเป็นขั้นตอนการหาข้อมูลเพื่อเปรียบคุณสมบัติจากผู้ผลิตสินค้าประเภทเดียวกันให้ได้มากที่สุด ก่อนไปถึงการยกหูเพื่อติดต่อทางธุรกิจ เพื่อสั่งซื้อและปิดดีล
ขณะเดียวกัน ยังพบว่ากลุ่มผู้เกี่ยวข้องในการจัดซื้อสินค้าบริการที่มีการใช้งานด้านการสืบค้นข้อมูลนั้นยังมีอายุลดลงจากอดีตด้วย หรือมีอายุเฉลี่ย 18-34 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่อาจเกี่ยวข้องกับการส่งต่อกิจการไปยังทายาทรุ่นสอง ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตเป็นอย่างดี ที่สอดคล้องกับผู้ที่มีหน้าที่ค้นหาข้อมูล (รีเสิร์ช) ที่จะเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจสั่งซื้อสินค้า นอกเหนือจากฝ่ายจัดซื้อในองค์กร
จะเห็นได้ว่าพลังแห่งการสืบค้นหาข้อมูลผ่านคีย์เวิร์ดจะไม่ถูกจำกัดเฉพาะกลุ่มผู้ใช้งานที่เป็นผู้บริโภคทั่วไปแล้ว แต่ในอนาคตความต้องการด้านข้อมูลต่างๆ จะขยายไปยังกลุ่มธุรกิจองค์กรตามไปด้วย ผ่านคำสำคัญในการค้น หรือคีย์เวิร์ด ที่จะเป็นกุญแจไขเข้าไปสู่ธุรกิจนั้นๆ







