
ฟืทซ์ให้เอไอเอไทยระดับAAA(tha)
ฟิทช์จัดอันดับความมั่นคงทางการเงินแก่ เอไอเอ ประเทศไทย ที่ AAA(tha)
ฟิทช์จัดอันดับความมั่นคงทางการเงินแก่ เอไอเอ ประเทศไทย ที่ AAA(tha)
ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศจัดอันดับความแข็งแกร่งทางการเงิน ภายในประเทศ (National IFS) แก่บริษัท อเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด – ประเทศไทย (เอไอเอ ประเทศไทย) ที่ AAA(tha)แนวโน้มมีเสถียรภาพ อันดับความแข็งแกร่งทางการเงิน AAA (tha) นี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจของเอไอเอในประเทศไทย การมีเงินกองทุนที่มั่นคงเมื่อเทียบกับบริษัทประกันชีวิตอื่นในประเทศ การมีตัวแทนประกันชีวิตที่ให้บริการจำนวนมาก และมีผลประกอบการทางการเงินที่แข็งแกร่ง อันดับความมั่นคงทางการเงินยังพิจารณารวมถึงการได้รับความสนับสนุนทั้งทางด้านเทคนิคและการดำเนินงาน จากสำนักงานใหญ่คือ บริษัท อเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด (ฮ่องกง) (AIAHK) และบริษัทแม่ของ AIAHK คือ บริษัทเอไอเอ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศฮ่องกง
เอไอเอ ประเทศไทย เป็นบริษัทประกันชีวิตอันดับหนึ่งในประเทศไทย โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดกว่า 30% ถึงแม้ว่าบริษัทจะเผชิญกับความท้าทายในทางธุรกิจจากบริษัทประกันรายใหญ่ที่ขายผ่านช่องทางธนาคาร บริษัทก็ยังคงความเป็นผู้นำในตลาดประกันชีวิต เนื่องจากการจำหน่ายกรมธรรม์ประกันชีวิตผ่านตัวแทนยังคงเป็นช่องทางการจำหน่ายหลักของธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทย ถึงแม้ว่าการจำหน่ายกรมธรรม์ประกันชีวิตผ่านช่องทางธนาคารจะมีการเติบโตที่สูง แต่การนำเสนอประกันชีวิตผ่านช่องทางตัวแทนที่มีอยู่จำนวนมากจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เอไอเอ ประเทศไทย ยังคงเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมประกันชีวิตต่อไป แนวโน้มอันดับความมั่นคงทางการเงินที่มีเสถียรภาพสะท้อนถึงความคาดหวังของฟิทช์ว่า เอไอเอ ประเทศไทย จะยังคงความแข็งแกร่งในด้านต่างๆได้ ขณะเดียวกัน ฟิทช์คาดว่าเอไอเอ ประเทศไทย จะยังคงได้รับการสนับสนุนด้านการดำเนินงานและด้านการเงินจาก AIAHK หากมีความจำเป็น เนื่องจากบริษัทมีสถานะเป็นสาขา และเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญในกลุ่ม
เอไอเอ ประเทศไทย มีผลกำไรตามหลักมาตรฐานการบัญชีไทย (Thai GAAP) ปรับตัวลดลงในปี 2552 โดยมีอัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ (ROA) ตามการคำนวนของฟิทช์ที่ 0.7% ลดลงจาก 1.8% ในปี 2551 ส่วนใหญ่เกิดจากผลขาดทุนที่รับรู้จากการปรับพอร์ตการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทหุ้น แต่ขณะเดียวกันการปรับพอร์ตดังกล่าวก็ทำให้เกิดเงินสำรองประกันภัยเพิ่มขึ้น (fair value reserve) 16,600 ล้านบาทในปี 2552 สำหรับปี 2553 คาดว่าผลประกอบการจะปรับตัวดีขึ้น โดยจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในไตรมาสที่ 2 ของปี 2553 ไม่มากนัก เนื่องจากบริษัทยังมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่แข็งแกร่ง มีความสามารถในการทำกำไรจากการลงทุน มีผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย และมีตัวแทนประกันที่ให้บริการอยู่จำนวนมาก
เช่นเดียวกับบริษัทประกันชีวิตอื่นๆในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชีย เอไอเอ ประเทศไทย ต้องเผชิญกับปัญหาการบริหารสินทรัพย์ และหนี้สินเนื่องจากปริมาณของพันธบัตรระยะยาวในตลาดมีไม่เพียงพอ ซึ่งทำให้เกิดส่วนต่างระหว่างระยะเวลาครบกำหนดของสินทรัพย์และหนี้สินที่ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขโดยการบริหารทรัพย์สินและหนี้สินที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ นโบายการลงทุนของเอไอเอ ประเทศไทย ยังคงเป็นแบบอนุรักษ์ โดยเน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนคงที่ในสัดส่วนประมาณ 80% ของสินทรัพย์เพื่อการลงทุนทั้งหมด และมีเพียง 10% ที่ลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทหุ้น
เอไอเอ ประเทศไทย มีเงินกองทุนที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาบริษัทประกันชีวิตในประทศไทย โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุน ณ สิ้นปี 2552 สูงถึง 1,187% ของอัตราขั้นต่ำที่ต้องดำรงตามกฎหมายในประเทศ เทียบกับอัตราเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ประมาณ 700% ระดับเงินกองทุนที่แข็งแกร่งเป็นผลมาจากเงินกองทุนที่เพิ่มขึ้นจากการทำกำไรในระดับที่สูงตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา และข้อจำกัดในการนำผลกำไรออกนอกประเทศที่กำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ทั้งนี้ระดับเงินกองทุนของเอไอเอ ประเทศไทย น่าจะยังคงอยู่ในระดับที่เพียงพอภายใต้หลักการคำนวนอัตราเงินกองทุนที่อิงตามความเสี่ยง (Risk-based capital) ที่คาดว่าจะเริ่มใช้ในปี 2554
เอไอเอ ประเทศไทย ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในฐานะสาขาและเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญของบริษัท อเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด (ฮ่องกง) ปัจจุบันเอไอเอ ประเทศไทย เป็นสาขาของบริษัทประกันชีวิตต่างชาติเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย เอไอเอ ประเทศไทย มีสินทรัพย์ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ในบรรดาสาขาและบริษัทของกลุ่มบริษัทเอไอเอ ที่ดำเนินงานอยู่ใน 15 ประเทศในเอเชีย และเป็นสาขาหลักที่ทำรายได้จากเบี้ยประกันภัยและกำไรของกลุ่มบริษัทเอไอเอ โดยนำเสนอกรมธรรม์ประกันชีวิตผ่านตัวแทนประกันชีวิตและผู้บริหารหน่วยตัวแทนประกันชีวิตที่มีอยู่ทั่วประเทศถึง 81,000 คน ณ สิ้นปี 2552 ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดของอุตสาหกรรม







