posttoday
เหมราชพัฒนาที่ดิน  พร้อมโตไปกับ WHA

เหมราชพัฒนาที่ดิน พร้อมโตไปกับ WHA

11 พฤษภาคม 2558

บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ) ภายหลังตกเป็นของบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) ประกาศจะโตไปพร้อมกัน เน้นนำธุรกิจและการเงินมาผลักดันการขับเคลื่อน

บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ) ภายหลังตกเป็นของบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) ประกาศจะโตไปพร้อมกัน เน้นนำธุรกิจและการเงินมาผลักดันการขับเคลื่อน

 “ไกรลักขณ์ อัศวฉัตรโรจน์” กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน HEMRAJ กล่าวว่า ธุรกรรมการควบรวมกิจการ WHA กับ HEMRAJ จะช่วยสร้างกลุ่มธุรกิจใหม่ที่มีความสามารถในการเติบโตสูงมาก เพราะแต่ละบริษัทต่างเป็นผู้นำในธุรกิจที่ทำ WHA เป็นผู้นำในด้านโลจิสติกส์ รวมถึงธุรกิจพัฒนาและให้บริการให้เช่าพื้นที่อาคารและโรงงานตามความต้องการของลูกค้า (Built-to-Suit) ระดับพรีเมียม ขณะที่ HEMRAJ เป็นผู้นำด้านพัฒนาที่ดิน โรงงานสำหรับอุตสาหกรรม และให้บริการสาธารณูปโภคกับลูกค้าและลงทุนในโรงไฟฟ้าถือเป็นภาพเดิมของธุรกิจที่มีอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อทั้งคู่มาผนึกกำลังกันทำให้มีบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ครบวงจรขึ้น ทั้งคลังสินค้า โรงงาน ที่ดิน ขณะที่ในนิคมอุตสาหกรรมมีบริการที่ครบในด้านสาธารณูปโภคทั้งหมด ทั้งบริการน้ำดี บำบัดน้ำเสีย ไฟฟ้า

ภาพใหม่ของ HEMRAJ จะมุ่งเน้นการเติบโตธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ตลอดจนธุรกิจด้านสาธารณูปโภคต่างๆ รวมถึงธุรกิจไฟฟ้า และอสังหาริมทรัพย์เชิงอุตสาหกรรม โดยใช้กลยุทธ์ธุรกิจและการเงินที่เหมาะสมมาช่วยเสริมการขับเคลื่อน และลดสัดส่วนธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักและสินทรัพย์ที่ไม่สร้างรายได้ลง

 HEMRAJ ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาและบริหารนิคมอุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานระดับนานาชาติ ปัจจุบันบริษัทมีนิคมอุตสาหกรรมที่เปิดแล้ว 8 แห่ง และยังมีอีก 3-4 แห่งที่กำลังพัฒนาในทำเลสำคัญ อาทิ แหลมฉบัง มาบตาพุด สระบุรี มีพื้นที่ทั้งสิ้นประมาณ 4.5 หมื่นไร่ โดยมีที่ดินที่พร้อมขายและอยู่ระหว่างรอพัฒนารวมกว่า 1.1 หมื่นไร่ HEMRAJ ถือเป็นผู้นำธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมโดยความตั้งใจที่จะพัฒนานิคมอุตสาหกรรมที่มีมาตรฐาน สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และรับผิดชอบต่อชุมชน สังคม และลูกค้าเป็นปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญของบริษัท

ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายที่ดินกว่า 9,500 ไร่ คิดเป็นสัดส่วนการตลาดกว่า 30% ของตลาดรวม บริษัทใส่ใจตั้งแต่การเลือกทำเลที่ตั้ง การออกแบบ จนถึงการบริการหลังการขายที่ดี นิคมฯ ของ HEMRAJ ทุกแห่งไม่ประสบปัญหาน้ำท่วม และไม่ก่อให้เกิดปัญหาแก่ชุมชนรอบข้าง

 ด้านธุรกิจคลังสินค้าและโรงงานให้เช่า การผนึกกำลังของ WHA กับบริษัท ทำให้กลุ่มสามารถรองรับฐานลูกค้าได้ครบถ้วน ทั้งลูกค้าที่ต้องการเข้ามาเช่าทั้งรูปแบบ Built-to-Suit หรือแบบ Ready-Built อีกทั้งยังมีความพร้อมของระบบโลจิสติกส์ที่แข็งแรง และยังมีผลิตภัณฑ์ที่ดินที่พัฒนาในนิคมอุตสาหกรรมแบบครบวงจร การร่วมมือกันจะทำให้หนึ่งบวกหนึ่งมากกว่าสอง

ทั้งนี้ หากหยิบธุรกิจเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบันของ 2 บริษัทมาวางเรียงกัน จะเห็นว่าตอบโจทย์ลูกค้าได้ครบวงจร และการร่วมมือกันยังสามารถมีโอกาสต่อยอดสร้างธุรกิจใหม่ๆ โดยใช้ความรู้และความเชี่ยวชาญร่วมกันจากจุดแข็งทั้งสองฝ่าย โดยจะต้องใช้เวลาในการทำและสรุปแผนร่วมกัน ทั้งการเติบโตในประเทศและภูมิภาค ซึ่งจะศึกษาว่าประเทศนั้นๆ  ที่จะออกไปมีความต้องการในธุรกิจใด ก็จะใช้เป็นตัวนำเจาะเข้าไปในประเทศนั้น ซึ่งกรณีที่เข้าไปในตลาดต่างประเทศใหม่ๆ อาจไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนที่สูง สามารถหาโมเดล สร้างฐานความรู้ ลูกค้า เครือข่าย รวมถึงความเข้าใจถึงระบบการเมืองและอื่นๆ ของประเทศนั้น เพื่อขยายธุรกิจต่อได้ด้วยความเสี่ยงที่ต่ำ

เมื่อธุรกิจเติบโตแข็งแรงจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้น ทั้งผู้ถือหุ้นรายย่อยและรายใหญ่จะได้สิทธิประโยชน์เท่าเทียมกัน ขณะที่ธุรกิจสาธารณูปโภคถือเป็นจุดแข็งอีกจุดหนึ่งของบริษัท เพราะลูกค้าที่เข้ามาซื้อที่ดินหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์นิคมอุตสาหกรรมของบริษัท จะต้องซื้อสาธารณูปโภคและไฟฟ้าจากบริษัททั้งหมด ทั้งน้ำดิบ น้ำประปา และบริการบำบัดน้ำเสีย ปัจจุบันมีลูกค้าประมาณ 650 ราย และจำนวนมากกว่า 950 สัญญา ส่งผลให้บริษัทมีรายได้จากส่วนดังกล่าวเติบโตได้ต่อเนื่อง

บริษัทมีแหล่งรายได้ประจำเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการรายอื่น โดยปกติ HEMRAJ จะมีรายได้รวมประมาณ 7,000-9,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งเป็นสัดส่วนแหล่งรายได้ประจำประมาณ 50% ส่วนในปี 2557 บริษัทมีสัดส่วนจากน้ำประมาณ 1,700-1,800 ล้านบาท และมีการเติบโตขึ้นต่อเนื่องทุกปีตามสัญญาได้จากลูกค้าที่ซื้อที่ดินเพิ่มขึ้น ยังไม่รวมรายได้จากธุรกิจไฟฟ้าอีกธุรกิจที่เป็นจุดแข็ง ซึ่งการลงทุนโรงไฟฟ้าจะเน้นกลยุทธ์การเติบโตไปพร้อมกับพันธมิตรทางธุรกิจ โดยเข้าไปถือหุ้นในโรงไฟฟ้ากับผู้ประกอบการชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ปัจจุบัน อาทิ กลุ่มกัลฟ์ และ บี.กริม ซึ่งตามสัดส่วนการถือหุ้นดังกล่าวจะบันทึกเข้ามาเป็นส่วนแบ่งกำไร

ปัจจุบันบริษัทได้รับส่วนแบ่งกำไรรวมประมาณ 1,400 ล้านบาท/ปี ตามสัดส่วนการถือหุ้นร่วมในโรงไฟฟ้าขนาดรวม 317 เมกะวัตต์ จากการถือหุ้นในโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) จำนวน 3 โครงการ รวมถึงหุ้นในโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) อีก 1 โครงการ ซึ่งในไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทได้เซ็นสัญญาร่วมลงทุนในโรงไฟฟ้า SPP เพิ่มอีกจำนวน 7 โครงการ โดยจะเริ่มเปิดดำเนินงานในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มเป็น 539 MW นอกจากนี้ในส่วนไฟฟ้าที่ผลิตได้จาก SPP นอกจากจะขายให้หน่วยงานไฟฟ้าแล้ว

บริษัทช่วยสนับสนุนในฝั่งลูกค้าอุตสาหกรรมซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเข้ามาตั้งในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของบริษัทที่กระจายหลากหลาย สามารถเลือกขายได้ว่าจะขายให้กับใคร นอกจากนี้จากการเป็นเจ้าของนิคมอุตสาหกรรมยังสามารถต่อยอดธุรกิจใหม่ อาทิ รายได้จากค่าธรรมเนียมผ่านทางลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมทรัพยากรอื่นๆ ซึ่งเป็นรายได้ประจำที่จะเข้ามาเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี ด้วยฐานธุรกิจของกลุ่มที่กว้างขึ้นเป็นการกระจายความเสี่ยงของแหล่งรายได้และกำไร จะช่วยสร้างการเติบโตของผลประกอบการได้อย่างมีเสถียรภาพเป็นการเติบโตที่สม่ำเสมอต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทมีศักยภาพคว้าโอกาสธุรกิจใหม่ๆ เพิ่ม ทั้งการเข้าซื้อกิจการ ร่วมทุน ลงทุนใหม่

ไกรลักขณ์ กล่าวถึงเป้าหมายในปี 2558 บริษัทวางเป้าหมายยอดขายที่ดินไว้ที่ประมาณ 1,400 ไร่ กลับมาเติบโตสู่ระดับปกติ เพิ่มขึ้นจากที่ขายได้ 665 ไร่ ในปี 2557 ซึ่งเป็นปีที่มีผลกระทบจากปัจจัยการเมือง โดยราคาขายน่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15% ธุรกิจสาธารณูปโภครายได้ปีนี้จะเติบโตราว 10% จากปี 2557 ที่ราว 1,700-1,800 ล้านบาท ส่วนเงินลงทุนในปีนี้จะใช้ประมาณ 2,500-3,000 ล้านบาท ทั้งพัฒนานิคมอุตสาหกรรม และร่วมทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้า

สำหรับกลยุทธ์ด้านการเงิน บริษัทมีแผนลดสัดส่วนธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักและสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ บริษัทได้ดำเนินการขายอาคารยูเอ็ม ทาวเวอร์ และที่ดินเปล่าเกาะล้านออกไป มูลค่ารวมประมาณ 3,020 ล้านบาท เมื่อปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งจะเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์และส่วนทุนของบริษัทให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยบริษัทจะบันทึกผลกำไรจากการขายสินทรัพย์ดังกล่าวในไตรมาส 2 ปีนี้

นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะนำเครื่องมือทางการเงินและตลาดเงินตลาดทุนมาเสริมสร้างโครงสร้างของบริษัทให้สามารถเติบโตต่อเนื่องอย่างมั่นคง ทั้งกองทุนทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีท) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์) หรือขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ธุรกิจบางส่วนของบริษัท ตลอดจนการลดต้นทุนทางการเงินของบริษัทจากการบริหารโครงสร้างทางการเงินอย่างเหมาะสม และการจัดหาแหล่งเงินทุนใหม่เพิ่มเติม ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มผลประกอบการของบริษัทให้ดียิ่งขึ้น ในปี 2557 บริษัทมีรายได้รวม 6,578 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,961 ล้านบาท คิดเป็นอัตราผลกำไรสุทธิ 45%

“วันนี้อยากให้มองว่า WHA กับ HEMRAJ เป็นกลุ่มเดียวกัน การรวมกันฝ่ายบริหารของทั้งสองฝ่ายมองเรื่องการประสานงานให้ดีที่สุด และวัฒนธรรมองค์กรเพื่อให้กลุ่มเติบโตต่อเนื่องแข็งแรงยั่งยืนคือสิ่งที่ตั้งใจไว้ ทั้งกลยุทธ์ทางธุรกิจ การใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินหรือประสานกับตลาดเงิน ตลาดทุนอย่างไร เพื่อผลักดันให้บริษัทเติบโตต่อได้อย่างแข็งแรง” ไกรลักขณ์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ