
แนะปรับพอร์ตขายหุ้นแพง!
“นายกสมาคมโบรกเกอร์” แนะผู้ลงทุนปรับพอร์ต ทิ้งหุ้นแพง ชี้ดัชนีปรับฐานแท้จริง กำไร บจ.ไตรมาสแรกต่ำ 2 แสนล้าน
“นายกสมาคมโบรกเกอร์” แนะผู้ลงทุนปรับพอร์ต ทิ้งหุ้นแพง ชี้ดัชนีปรับฐานแท้จริง กำไร บจ.ไตรมาสแรกต่ำ 2 แสนล้าน
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ได้แนะนำให้ผู้ลงทุนปรับพอร์ตการลงทุนเข้าสู่ความเป็นจริงเพื่อลดความเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่มีหุ้นอัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ที่สูงหลายสิบเท่าควรตัดขายไป เพราะไม่คุ้มค่ากับการลงทุนที่จะถือไว้ระยะยาว เนื่องจากตอนนี้หุ้นเริ่มมีการปรับฐานเข้าสู่ปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริงแล้ว ซึ่งสะท้อนได้จากที่เริ่มมีการคาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไตรมาสแรกออกมาไม่ดี รายได้และกำไรสุทธิลดลง หลังจากเห็นผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ออกมาแล้ว โดยมองว่ามีโอกาสที่จะเห็นกำไรสุทธิของ บจ.ไตรมาสแรกออกมาไม่ถึง 2 แสนล้านบาท
“สถานการณ์ที่รายได้และกำไร บจ.ลดลง มองว่าไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นลูกโป่งแตกเหมือนที่มีคนพูดไว้ เพราะทุกอย่างแค่วิ่งกลับไปบนปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริงเท่านั้น จากที่ก่อนหน้านี้มีผู้ลงทุนยอมซื้อหุ้นที่พี/อี สูง 40-70 เท่า ตอนนี้ต้องยอมขายไปน่าจะดีกว่าถือไว้นานๆ” นางภัทธีรา กล่าว
สำหรับกรณีที่มองว่าแม้จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1.5% แล้ว แต่ไม่ได้ส่งผลให้ดัชนีหุ้นปรับขึ้นเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา เพราะดอกเบี้ยที่ลดลงนี้เป็นการช่วยเสริมสภาพคล่อง
หรือนำไปลดหนี้ในส่วนที่เป็นหนี้ครัวเรือนและหนี้กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) มากกว่า ดังนั้นจึงไม่มีเม็ดเงินใหม่ที่จะเข้ามาในตลาดหุ้น ขณะเดียวกันก็ไม่มีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามา เพราะส่วนใหญ่ไปเข้าตลาดหุ้นในประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้มากกว่า
อย่างไรก็ตาม ยังพอเห็นสัญญาณที่ดีของเศรษฐกิจไทยบ้าง ตรงที่เริ่มเห็นตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ที่นิ่งและทรงตัวมากขึ้น แต่ระหว่างนี้ถ้าทางการประกาศว่ามีการเซ็นประมูลหรือการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานขึ้นมาก็จะมีผลทางจิตวิทยาและทำให้ดัชนีหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องปรับขึ้นตอบรับข่าวบ้าง แต่จะไม่ได้ขึ้นไปในระยะยาวเพราะส่วนใหญ่เป็นโครงการที่ต้องใช้เงินลงทุนที่สูง
นางภัทธีรา กล่าวว่า ตอนนี้หุ้นไทยกำลังเข้าสู่การปรับฐานหรือซึมต่อเนื่องไปถึงครึ่งปีหลัง เนื่องจากเป็นการสะท้อนตามการปรับฐานของเศรษฐกิจภาพใหญ่ด้วย
ภายในวันที่ 15 พ.ค. 2558 บริษัทจดทะเบียนจะต้องส่งงบการเงินงวดไตรมาสแรก ปี 2558 ขณะที่ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ยังเชื่อว่าฐานกำไรสุทธิรวมยังน่าจะสูงกว่า 2 แสนล้านบาท โดยราว 1.5 แสนล้านบาท จะมาจาก 4 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ พลังงาน สื่อสาร และวัสดุก่อสร้าง ส่วนที่เหลือมาจากอุตสาหกรรมอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ในงวดไตรมาสแรก ปี 2558 มีการบันทึกรายการพิเศษที่เป็นบวกเข้ามาในหลายบริษัท เช่น บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) นอกจากนี้ยังมีกำไรจากค่าเงินเข้ามาในอีกหลายบริษัท ด้วยองค์ประกอบดังกล่าว ทำให้ยังต้องติดตามดูว่า หลังการประกาศงบการเงินดังกล่าวแล้ว นักวิเคราะห์จะมีการทบทวนประมาณการไปในทิศทางใด แต่เชื่อว่ามีความเป็นไปได้มากที่จะเห็นการปรับลดประมาณการกำไรลงมา ซึ่งหากเป็นไปตามที่คาดก็อาจจะทำให้เป้าหมาย ดัชนีที่ทำไว้ต้องปรับลดลง แต่เชื่อว่าที่ระดับพี/อี ต่ำกว่า 17 เท่า หรือ 1,493 จุด น่าจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มความเสี่ยง







