
สินมั่นคงฯเผยไตรมาสแรกกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 41.72%
สินมั่นคงประกันภัยเผย 3 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 284.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.72% ผลจากเบี้ยประกันเพิ่มขึ้น
สินมั่นคงประกันภัยเผย 3 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 284.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.72% ผลจากเบี้ยประกันเพิ่มขึ้น
นายเรืองเดช ดุษฎีสุรพจน์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัทสินมั่นคงประกันภัย เปิดเผยว่า 3 เดือนแรกปี 2558 มีกำไรสุทธิ 284.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.72% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากบริษัทมีเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้ 2,348.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.96% เป็นผลจากเบี้ยประกันภัยรับสุทธิเพิ่มขึ้น 7.08% และค่าใช้จ่ายเงินสำรองเบี้ยประกันภัยที่ยังไม่ถือเป็นรายได้ ลดลง 29.82% บริษัทมีกำไรจากการรับประกันภัยรวม 221.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.26% เนื่องจากอัตราค่าสินไหมทดแทนลดลงเหลือ 59.77% จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 60.95%
สำหรับ อัตราการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ไตรมาสแรกอยู่ที่ประมาณ 73-75% ซึ่งใกล้เคียงกับปี 2557 ทั้งนี้ บริษัทได้พัฒนาแอพพลิเคชั่น SMK Speed App ที่สามารถดาวน์โหลดผ่านมือถือสมาร์ทโฟน เพื่อให้ลูกค้าสามารถต่ออายุกรมธรรม์ผ่านแอพพลิเคชั่นนี้ได้ โดยบริษัทยังคงมุ่งสร้างความเติบโตในธุรกิจประกันภัยรถยนต์อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นหัวใจหลักของบริษัท
ในขณะเดียวกัน ก็จะเน้นการขยายธุรกิจประเภท Non-Motor โดยเฉพาะประกันสุขภาพ ที่มีโอกาสเติบโตสูงในอนาคตควบคู่ไปด้วย โดยจะยึดแนวทางการดำเนินธุรกิจในเชิงเศรษฐกิจ ที่มีความสมดุลระหว่างยอดขายและกำไร
สำหรับ การปรับตัวด้านการลงทุนเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว และการปรับลดของอัตราดอกเบี้ยในประเทศนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการลงทุนมีแนวทางดำเนินการเพื่อชดเชยรายได้ที่ลดลงจากการปรับลดของอัตราดอกเบี้ย ด้วยการเพิ่มสัดส่วนลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเลือกลงทุนในบริษัทหลักทรัพย์ที่มีคุณภาพ เพิ่มสัดส่วนลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชน โดยมีหลักเกณฑ์ในการลงทุน ที่จะพิจารณาลงทุนในตราสารที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูงกว่าที่บริษัทกำหนดไว้เท่านั้น สำหรับตราสารทุนนั้น จะรอโอกาสในการลงทุนเมื่อระดับราคาของตราสารทุน มีความเหมาะสมมากกว่าในช่วงนี้
ทั้งนี้ ปัจจุบัน บริษัทมีการลงทุนในเงินฝากประมาณ 45% เนื่องจากในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนจากการลงทุนในเงินฝากมีอัตราสูงกว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธมิตรรัฐบาล ประกอบกับในปีที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดต่ำลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจเกิดจากผลกระทบของนโยบายการเงินของต่างประเทศ
ดังนั้น บริษัทจึงเลือกลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนดีก่อน เพื่อเตรียมรับโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยอาจปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม บริษัทจะพิจารณาสภาวะการลงทุนเป็นหลักและจะปรับสัดส่วนการลงทุนในสอดรับกับสภาวะนั้นด้วย
สำหรับ ปี 2557 มีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายอยู่ที่ระดับ 31.17% ลดลงจากปี 2556 ซึ่งอยู่ที่ 32.24% โดยเป็นการลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2555 เพราะมีการลดค่าใช้จ่ายในช่องทางการจัดจำหน่าย และการขยายธุรกิจโดยใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานรวม หรือ Combined Ratio ของบริษัทลดลงจาก 93.00 มาอยู่ที่ 91.91%







