
อินโดฯโกยเอฟดีไอ2แสนล้าน เจาะจุดแข็งดูดลงทุน
แม้ปีนี้ธนาคารโลกจะยังจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) ให้อินโดนีเซียอยู่ในอันดับที่ 114 ของโลก แต่มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ที่ไหลเข้าอินโดนีเซียมากถึง 6,339 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.07 แสนล้านบาท ดูเหมือนจะยืนยันว่าอินโดนีเซียนั้น “น่าสนใจ” จนนักลงทุนมองข้ามความยากลำบากในการลงทุน
แม้ปีนี้ธนาคารโลกจะยังจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) ให้อินโดนีเซียอยู่ในอันดับที่ 114 ของโลก แต่มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ที่ไหลเข้าอินโดนีเซียมากถึง 6,339 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.07 แสนล้านบาท ดูเหมือนจะยืนยันว่าอินโดนีเซียนั้น “น่าสนใจ” จนนักลงทุนมองข้ามความยากลำบากในการลงทุน
ยิ่งเห็นสัญญาณจากทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ที่ลงทุนเพียงไตรมาสเดียวประเทศละกว่า 300 โครงการ รวมถึงจีนที่เข้ามาลงทุนอีก 200 โครงการ จนจีนติดท็อปเทนนักลงทุนอินโดนีเซียครั้งแรก ยิ่งสะท้อนว่า 3 ยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียตะวันออกสนใจอินโดนีเซียมาก
นอกจากเรื่องตลาดประชากรกว่า 200 ล้านคน และทรัพยากรที่ยังอุดมสมบูรณ์สำหรับบางอุตสาหกรรมแล้ว ปัจจัยบวกอย่างหนึ่งที่น่าจะทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นที่สนใจของเหล่านักลงทุน คือ เรื่องอัตราค่าแรงในอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งอินโดนีเซียยังค่อนข้างต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค
ข้อมูลจากคณะกรรมการประสานงานการลงทุนของอินโดนีเซีย (BKPM) ระบุว่า ในปี 2556 ค่าแรงเฉลี่ยในกรุงจาการ์ตา อยู่ในระดับเพียง 2.42 ล้านรูเปียห์ หรือราว 6,193 บาทเท่านั้น หรือหากคิดเฉลี่ยต่อวันจะอยู่ที่ 206.43 บาทเท่านั้น หากไล่ไปรายอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมที่มีอัตราค่าจ้างเฉลี่ยสูงสุด คือ ภาคการผลิต 2.57 ล้านรูเปียห์ หรือราว 6,585 บาท ตามด้วยภาคการเงินและประกันภัย และภาคก่อสร้าง 6,473 บาท ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ซึ่งนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่นิยมลงทุน มีค่าจ้างเฉลี่ยเพียง 2.35 ล้านรูเปียห์ หรือราว 6,012 บาทเท่านั้น
นอกจากนี้ ตามหัวเมืองสำคัญต่างๆ ที่มีการลงทุนเข้าไปจำนวนมาก ก็ยังมีอัตราค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่สูงนัก อยู่ในระดับเดือนละ 3,000-5,000 บาทเท่านั้น เช่น สุลาเวสีเหนือ ประมาณ 4,816 บาท สุมาตราตะวันตก ประมาณ 3,812 บาท
ขณะเดียวกัน อัตราค่าเช่าสำนักงานในกรุงจาการ์ตา ก็ยังถือว่าถูกกว่าในประเทศอื่นๆ ของอาเซียนเช่นเดียวกัน โดยระดับราคาส่วนใหญ่อยู่ที่ 8 หมื่น-1.8 แสนรูเปียห์/ตร.ม./เดือน หรือราว 204.69-460.55 บาทเท่านั้น แตกต่างจากไทยที่อัตราค่าเช่าสำนักงานย่านใจกลางเมือง เช่น เพลินจิต ทะลุ 800-1,000 บาท/ตร.ม./เดือน ไปแล้ว ย่านที่ไม่ใช่ใจกลางเมืองก็ยังมีระดับราคา 500-600 บาท
แม้อินโดนีเซียจะขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่วุ่นวายที่สุดประเทศหนึ่งของภูมิภาคในการจัดตั้งธุรกิจใหม่ มีขั้นตอนนับสิบขั้นตอน ต้องใช้เวลาดำเนินการราว 52.5 วัน จนอันดับด้านดังกล่าวอยู่ที่ 155 ของโลก ซึ่งถือเป็นอันดับที่ไม่ค่อยสวยนัก แต่รัฐบาลอินโดนีเซียรวมถึง BKPM ดูจะใช้ความพยายามพอสมควรเพื่อแก้ไขภาพลักษณ์ดังกล่าว และทำให้อินโดนีเซียดูเป็นประเทศที่ลงทุนง่ายขึ้น
BKPM ระบุว่า ขั้นตอนการลงทุนในอินโดนีเซียปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนหลักได้แก่ 1.ขั้นเตรียมตัว จะต้องดำเนินการขอใบอนุญาตหลักการจาก BKPM ต้องจัดตั้งบริษัทจำกัด รวมถึงต้องหาข้อมูลประเภทการลงทุนที่อินโดนีเซียอนุญาตให้ลงทุน
2.ขั้นก่อนดำเนินธุรกิจ ต้องขอมีหมายเลขประจำตัวผู้ส่งออก ต้องยื่นรายงานกิจกรรมการลงทุนทุก 3 เดือน ต้องได้รับใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องจากกระทรวงต่างๆ เช่น ใบอนุญาตก่อสร้างโรงงาน รวมถึงใบสำคัญด้านภาษีด้วย และ 3.ขั้นการดำเนินการเชิงพาณิชย์ ต้องได้รับใบอนุญาตธุรกิจก่อนดำเนินการเชิงพาณิชย์ ต้องส่งรายงานกิจกรรมการลงทุนทุก 6 เดือน รวมถึงได้รับใบอนุญาตสำหรับดำเนินการชั่วคราวสำหรับบางธุรกิจ เช่น ธุรกิจบริการก่อสร้าง
ในขณะที่อินโดนีเซียกำลังถูกต่างชาติหลายประเทศแห่ลงทุน เพราะปัจจัยบวกและความสะดวกหลายด้านที่สูงขึ้น ไตรมาสแรกที่ผ่านมานักลงทุนไทยเองยังเข้าไปลงทุนไม่มากเท่าใดนัก เป็นอันดับ 14 ของโลก ด้วยจำนวน 13 โครงการ มูลค่าประมาณ 1,088 ล้านบาท
เรื่องดังกล่าวจึงยังคงเป็นคำถามถึงนักลงทุนไทยที่มีความพร้อม แต่ยังคงลังเลว่า หากยังคงลังเลต่อไป อาจส่งผลกระทบให้ชาวต่างชาติที่เร่งจังหวะเข้าไปลงทุนช่วงนี้ ชิงโอกาสดีๆ หมดไปก่อนหรือไม่







