
ผลดำเนินงานบจ. และค่าเงินบาทชี้ทิศหุ้นไทย
ช่วงที่เราหยุดยาว ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ฟื้นตัวขึ้น หลังประธานเฟด สาขาชิคาโก ชี้ว่า ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่อ่อนแอในไตรมาสแรก ทำให้เขาคิดว่าอาจเป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่ธนาคารกลางจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนต้นปีหน้า
ช่วงที่เราหยุดยาว ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ฟื้นตัวขึ้น หลังประธานเฟด สาขาชิคาโก ชี้ว่า ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่อ่อนแอในไตรมาสแรก ทำให้เขาคิดว่าอาจเป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่ธนาคารกลางจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนต้นปีหน้า
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยว่า จีดีพีไตรมาสแรกโตแค่ 0.2% ลดลงอย่างมากจากการขยายตัวที่ 2.2% ในไตรมาส 4 ซึ่งกระตุ้นความวิตกกังวลของตลาดเกี่ยวกับความไม่ต่อเนื่องของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ
จับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรในวันศุกร์นี้ ข้อมูลการจ้างงานของบริษัทโดย ADP ในวันพุธ ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์ในวันพฤหัสบดี
ข้อมูลเหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเฟด นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในเดือน มิ.ย.นี้ แต่ส่วนใหญ่ยังคาดว่าน่าจะเป็นเดือน ก.ย.นี้
ด้านตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงเริ่มปรับฐาน หลัง HSBC เผย ดัชนี PMI ภาคการผลิตของจีนในเดือน เม.ย.ลดลงแตะ 48.9 นับเป็นการหดตัวมากที่สุดในรอบ 1 ปี และบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจจีนกำลังเผชิญแรงกดดันในช่วงขาลง ตัวเลขนี้ยังต่ำกว่าคาดการณ์นักวิเคราะห์ที่ 49.4 อีกด้วย
ด้านเงินบาทอ่อนค่ามาเคลื่อนไหวใกล้ 33.3 บาท/ดอลลาร์ ตอบรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. มาตรการผ่อนคลายให้เงินทุนไหลออกได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงการปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเดือน เม.ย.ลดลง 1.04% ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4
ตลาดหุ้นไทยช่วงสั้นอาจถูกกดดันจาก “บาทอ่อน” เนื่องจากเป็นสัญญาณเงินทุนไหลออก อย่างไรก็ดีการที่ค่าเงินบาทอ่อนเร็วกว่าเงินของประเทศคู่แข่ง จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาให้แก่ภาคส่งออกไทย ซึ่งมีขนาดเกือบ 70% ของจีดีพี
เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นในระยะถัดไป เนื่องจากผู้ส่งออกจะมีรายได้ในรูปเงินบาทเพิ่มขึ้น รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจใน “ห่วงโซ่อุปทาน” จะมีแนวโน้มดีขึ้น เช่น การผลิตเพื่อการส่งออก การจ้างงานในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
ในสถานการณ์ “บาทอ่อน” จะส่งผลดีต่อหุ้นส่งออก เช่น หุ้นกลุ่มอาหารส่งออก หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ หุ้นที่มีสินทรัพย์ในรูปดอลลาร์ในสัดส่วนสูง เช่น หุ้น PTTEP, หุ้นโรงกลั่น เป็นต้น หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวไทย
การฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยช่วงนี้จึงถูกจำกัดอยู่แถว 1,540 จุด และมีแนวรับอยู่ที่ 1,500 และ 1,485 จุด ตามลำดับ ขึ้นอยู่กับตัวแปรผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และทิศทางกระแสเงินทุนจะไหลออกมากน้อยแค่ไหน หลังบาทอ่อนค่า
บจ.ที่เหลือจะทยอยรายงานงบไตรมาสแรกก่อนถึงเส้นตายในวันที่ 15 พ.ค.นี้ เช่นเดียวกับหุ้นแบงก์หุ้นที่เหลือโดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งกำลังซื้อในประเทศ คงได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ฟื้นช้า อย่างไรก็ดีต้นทุนด้านพลังงานที่ลดลงมาก น่าจะมีส่วนช่วยถ่างอัตรากำไรขั้นต้นได้บ้าง
ความคาดหวังต่อกำไรได้ถูกปรับลงระหว่างทาง แต่ยังคงมีความเสี่ยงอยู่บ้างที่หุ้นบางตัว อาจสร้าง “ความผิดหวัง” หากเป็นเช่นนั้นจะนำไปสู่การปรับลดประมาณการและมูลค่าหุ้น เฉกเช่นเดียวกันที่หุ้นธนาคารเผชิญก่อนหน้านี้ ช่วงนี้จึงต้องเกาะติดผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้ปรับพอร์ตได้อย่างทันท่วงที พบกันใหม่โอกาสหน้าครับ







