posttoday
จับประเด็นท้าทาย

จับประเด็นท้าทาย

06 พฤษภาคม 2558

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบหลักการวาระแรก ร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ซึ่งมีการแก้ไขในหลายประเด็น ที่สำคัญคือการลดกระบวนการขั้นตอนต่างๆ รวมทั้งสร้างความชัดเจนในการขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย เพื่อไม่ให้มีการประวิงเวลาและเป็นอุปสรรค ทำให้การแก้ไขปัญหาหนี้ต้องใช้เวลานาน

นอกจากนี้ ที่ผ่านมาธนาคารโลกได้ออกรายงานเรื่องความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ โดยมีการสำรวจรายละเอียดในแต่ละประเทศ พบว่า ไทยอยู่ในลำดับที่ 45 จากทั้งหมด 189 และหนึ่งในตัวชี้วัดความยากง่ายในการประกอบธุรกิจคือ การแก้ไขปัญหาการล้มละลาย กระทรวงยุติธรรมจึงได้เสนอร่างแก้ไขกฎหมายล้มละลายนี้ เพื่อให้กฎหมายทำให้ไทยมีความสามารถแข่งขันทางเศรษฐกิจมากขึ้น และหากกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ได้ก่อนวันที่ 1 มิ.ย. 2558 ก็จะมีผลต่อการจัดอันดับของธนาคารโลกในปีต่อไป

สำหรับการสร้างความชัดเจนในการประนอมหนี้นั้น ได้มีการแก้ไขมาตรา 45 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ในวรรค 2 ที่เดิมเขียนไว้เพียงว่า “คำขอประนอมหนี้ต้องแสดงความแห่งการประนอมหนี้หรือวิธีการจัดกิจการหรือทรัพย์สิน และรายละเอียดแห่งหลักประกัน หรือผู้ค้ำประกัน

แต่ในร่างแก้ไข พ.ร.บ.ล้มละลายที่ผ่าน สนช.วาระแรก ได้เพิ่มเติมว่าคำขอประนอมหนี้จะต้องมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ คือ 1.ลำดับการชำระหนี้ตามกฎหมายฉบับนี้ 2.จำนวนเงินที่ขอประนอมหนี้ 3.แนวทางและวิธีการในการปฏิบัติตามคำขอประนอมหนี้ 4.กำหนดเวลาชำระหนี้ 5.การจัดการกับทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน (ถ้ามี) 6.ผู้ประกัน (ถ้ามี)

ถ้าคำขอประนอมหนี้มีรายการไม่ครบถ้วนชัดเจนตามวรรคสอง ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งให้ลูกหนี้แก้ไขให้ครบถ้วนชัดเจน และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้ เพื่อปรึกษาลงมติพิเศษว่าจะยอมรับคำขอประนอมหนี้นั้นหรือไม่”

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ถกเถียงตั้งแต่เริ่มแก้ไข พ.ร.บ.ล้มละลาย คือ การแก้ไขมาตรา 105 ซึ่งเป็นขั้นตอนการตรวจคำขอรับชำระหนี้ และมาตรา 106 เกี่ยวกับการขอรับชำระหนี้ ที่ปัจจุบันเป็นอำนาจของศาล

ขณะที่ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ล้มละลายนั้น ในมาตรา 105 ระบุว่า “ในการพิจารณาและมีคำสั่งคำขอรับชำระหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจออกหมายเรียกเจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือบุคคลใดมาสอบสวน หรือให้ถ้อยคำ หรือส่งเอกสารเพื่อตรวจสอบเกี่ยวกับหนี้สินได้”

และแก้ไขมาตรา 106 โดยระบุว่า “คำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายใดถ้าเจ้าหนี้อื่น ลูกหนี้ หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อื่นไม่โต้แย้ง ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้มีอำนาจเป็นผู้พิจารณาสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้”

นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มเติมกรณีที่มีผู้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ 1.ให้ยกคำขอรับชำระหนี้ 2.อนุญาตให้ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน 3.อนุญาตให้ได้รับชำระหนี้บางส่วน รวมทั้งกำหนดระยะเวลาการคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไว้ด้วยว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถยื่นคำร้องคัดค้านได้ภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จากเดิมที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา

ทั้งนี้ การแก้ไขมาตรา 105 และ 106 ดังกล่าว ได้รับการตั้งข้อสังเกตจากสมาชิก สนช.ว่า การตัดขั้นตอนของศาล และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจพิจารณาเพื่อความรวดเร็วนั้น อาจจะต้องพิจารณาให้รอบคอบมากขึ้น

รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวว่า เนื่องจากอำนาจการขอรับชำระหนี้และคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้ ในฝั่งการฟื้นฟูกิจการ กฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อยู่แล้ว จึงแก้ไขการขอรับชำระหนี้และการให้ได้รับชำระหนี้ในฝั่งกิจการที่ล้มละลายให้สอดคล้องกัน เป็นการลดขั้นตอนการพิจารณาคำขอรับชำระหนี้ให้มีความรวดเร็วขึ้น

น่าติดตามต่อไปว่า ในชั้นกรรมาธิการจะมีการพิจารณาประเด็นสำคัญนี้อย่างไรบ้าง

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ