
BAY จะเป็นแบงก์ชั้นนำไทย หลังรวมสาขา BTMU
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
สัปดาห์ก่อน โนริอากิ โกโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) แถลงแผน 3 ปี (2558-2560) เป็นครั้งแรกภายหลังรวมธนาคารแห่งโตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ (BTMU) สาขากรุงเทพฯ เข้ามาเมื่อเดือน ม.ค. 2558 ว่า จะเป็นสถาบันการเงินชั้นนำของไทยและระดับภูมิภาคที่ก้าวสู่เวทีโลก
ดัชนีที่จะชี้วัดความเป็นสถาบันการเงินชั้นนำของไทยของ BAY คือ การรักษาความเป็นผู้นำด้านสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อรถยนต์ ก้าวสู่การเป็นผู้นำในการให้สินเชื่อที่อยู่อาศัย ที่ปัจจุบันส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่อันดับ 5 ที่จะใช้กลยุทธ์ขายผลิตภัณฑ์สินเชื่อบ้านผ่านสาขา และสร้างพันธมิตรกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่รวมศูนย์ที่สำนักงานใหญ่ โดยจับคู่พันธมิตรกับผู้ประกอบการขยายผลิตภัณฑ์ เป็นธนาคารหลักสำหรับลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และเป็นธนาคารที่มีบรรษัทภิบาลดีเยี่ยม
โนริอากิ กล่าวว่า ภายใน 3 ปี ธนาคารจะมุ่งเติบโตจากสินทรัพย์ของธนาคาร ไม่ใช่การเข้าซื้อกิจการ โดยไม่ได้ปิดโอกาสในเรื่องนี้ เพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมและลดต้นทุนการเงิน
หลังการรวมกับ BTMU ได้ส่งผลให้ต้นทุนการเงินของ BAY ลดลง ประกอบด้วย ต้นทุนเงินฝากลดลง (65% เงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ (CASA)) การแข่งขันด้านเงินฝากที่ลดลงจากการแข่งขันด้านสินเชื่อที่ลดลง โดยที่ CASA ของ BAY เพิ่มขึ้นจาก 51% ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2557 เป็น 53% ในช่วงไตรมาสแรกปี 2558 โดยต้นทุนที่ลดลงมาจากการกู้ยืมบริษัทแม่ บริษัท มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) 2.92 แสนล้านบาท
สำหรับเป้าหมายในปี 2558 BAY ตั้งเป้าหมายสินเชื่อเติบโต 7-9% หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่ต่ำกว่า 2.5% CASA ที่สูงกว่า 40% ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (นิม) ที่ 4% ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น 12% จากปี 2557 ต้นทุนรายได้ที่ต่ำกว่า 50% การตั้งสำรอง 1.4% และการตั้งสำรองมากกว่าหนี้เสีย 135% โดยสินเชื่อจะเติบโตจากสินเชื่อธุรกิจเป็นหลัก และ
เอสเอ็มอียังมีแนวโน้มเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไตรมาสแรกที่ผ่านมา ถ้าไม่นับรวมการรวมกิจการกับ BTMU สาขากรุงเทพฯ BAY สินเชื่อของธนาคารได้ลดลงเล็กน้อย ดังนั้นหากปีนี้ตั้งเป้าสินเชื่อเติบโต 7-9% ช่วง 9 เดือนที่เหลือธนาคารจะต้องมีสินเชื่อเติบโตมากกว่า 10%
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAY กล่าวว่า ประมาณการสินเชื่อดังกล่าวคาดว่าการเติบโตจะมาจากสินเชื่อขนาดใหญ่บริษัทญี่ปุ่นข้ามชาติ และสินเชื่อรายใหญ่ของไทยที่ทำธุรกิจข้ามชาติ อย่างไรก็ตามความเสี่ยงของสินเชื่อเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับการส่งออกและการใช้จ่ายภาครัฐเป็นหลัก
“ช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ลูกค้ารายใหญ่แข็งแรง แต่ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบคือ ลูกค้าเอสเอ็มอีและลูกค้ารายย่อยที่จะมีปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ โดยเฉพาะกลุ่มที่ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ”
ปัจจุบัน BAY มีสัดส่วนลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และเอสเอ็มอี 60% ที่เหลือเป็นลูกค้ารายย่อย
อย่างไรก็ตาม ผลการรวมกับ BTMU สาขากรุงเทพฯ ทำให้มีการผนึกกำลังเชิงกลยุทธ์ทำให้มีรูปแบบสากลในการให้บริการจาก 40 ประเทศทั่วโลก ทำให้สามารถให้บริการลูกค้าธุรกิจไทยรายใหญ่ได้ที่ต้องการลงทุนต่างประเทศโดยใช้สาขา BTMU ทั่วโลก ในการแสวงหาโอกาสได้และร่วมมือกับกลุ่มลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และรายย่อย
“BTMU มีสาขาสิงคโปร์ มีข้อมูลลูกค้าญี่ปุ่นช่วยดูความต้องการซื้อและความต้องการขายมาชนกัน จากในอดีต BTMU ไม่สามารถให้บริการรายย่อย และ BAY ในอดีตไม่เคยให้บริการลูกค้าสากลได้ เมื่อรวมกันทำให้มียุทธศาสตร์นำเสนอให้บริการลูกค้าได้ทุกกลุ่ม”
BAY ได้รับการปล่อยกู้ดอกเบี้ยถูกจาก BTMU ทำให้มีเงินฝากต้นทุนต่ำจากผลพวงของธุรกิจเทรดไฟแนนซ์และบริหารการเงิน
ปัจจุบัน BAY มีสินทรัพย์รวม 1.6 ล้านล้านบาท เป็นอันดับ 5 ของระบบธนาคารพาณิชย์
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ มองว่า แผนของ BAY มีความเป็นไปได้ แต่มีปัจจัยลบคือ เงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น เอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้น และอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (อาร์โออี) ที่อยู่ในช่วง 11-12% ดังนั้นจึงแนะนำให้ “ขาย” โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 31 บาท
หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ถูกกดดันจากความวิตกกังวลเรื่องเอ็นพีแอล และการกันสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่คาดว่าจะสูงในไตรมาส 2/2558 มา 7-8 วันทำการต่อเนื่อง
บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศ ไทย) มองว่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังน่าสนใจ จากการที่ธุรกิจมั่นคง มีสำรองต่อเอ็นพีแอลสูง และมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงแข็งแกร่ง รวมถึงพร้อมที่จะเติบโตเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว จึงแนะนำทยอยซื้อลงทุนจังหวะราคาหุ้นอ่อนตัว โดยหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) และธนาคารทหารไทย (TMB)







