
คาดการเมืองนิ่งจีดีพีโต 6%
นักวิชาการประเมินจีดีพีไทยโต 6% ได้ ถ้าการเมืองนิ่ง ส่งออกขยายตัวที่ระดับ 15% พร้อมแนะเอกชนพัฒนานวัตกรรม ใช้เทคโนโลยีผลิตสินค้า แข่งขันคู่ค้าอาเซียน
นักวิชาการประเมินจีดีพีไทยโต 6% ได้ ถ้าการเมืองนิ่ง ส่งออกขยายตัวที่ระดับ 15% พร้อมแนะเอกชนพัฒนานวัตกรรม ใช้เทคโนโลยีผลิตสินค้า แข่งขันคู่ค้าอาเซียน
นายธนวรรธน์ พลวิชัย คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยภายในการบรรยายหัวข้อเรื่อง “แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศหลังวิกฤตทางการเมือง” ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของประเทศไทยที่ระดับ 6% ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าหมาย มีความเป็นไปได้สูง หากการเมืองภายในประเทศมีเสถียรภาพ เนื่องจากกำลังซื้อของชนชั้นกลางในประเทศมีมากขึ้น เศรษฐกิจต่างจังหวัดขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ราคาพืชผลทางการเกษตรสูง รวมทั้งภาคการส่งออกยังขยายตัวอยู่ในระดับ 15%
ขณะที่ปัญหาวิกฤตทางการเงินจากฝั่งยุโรปจะเริ่มปะทุขึ้นในปีหน้า แต่ปัญหาทั้งหลายจะถูกพยุงจากประเทศที่มีเศรษฐกิจเข้มแข็ง เช่น เยอรมัน และฝรั่งเศส ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของฝั่งยุโรปไม่ขยายตัวสูงมาก และอาจจะกระทบต่อประเทศไทยบ้าง แต่ไทยจะได้รับประโยชน์จากการที่เศรษฐกิจของจีนเติบโตในระดับสูงเข้ามาเสริมแทน
“เศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตได้ในระดับ 4.5-5% ตามที่หอการค้าได้เคยประเมินไว้ แต่จะขึ้นสูง 6% ก็มีความเป็นไปได้ หากการเมืองนิ่ง แต่หากสถานการณ์ความวุ่นวายการเมืองเกิดขึ้นอีกหลังจากนี้ จะส่งผลให้กำลังซื้อภายในประเทศหดตัว และต่างชาติจะเกิดความไม่วางวางใจไทนต่อไปในระยะยาว เพราะจะมองว่าไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ การลงทุนจากต่างชาติจะเข้ามาน้อย ดังนั้นทุกภาตส่วนต้องส่งเสริมให้เศรษฐกิจโตอย่างยั่งยืน โดยภาครัฐต้องเร่งสร้างระบบสาธารณูปโภคเพื่ออำนวยความสะดวกต่อภาคธุรกิจ ส่วนเอกชนเองก็ต้องร่วมมือกับภาครัฐขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” นายธนวรรธน์ กล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า หลังจากวิกฤตทางการเงินของสหรัฐทิศทางของโลกจะเริ่มหันเข้าสู่เอเชียมากขึ้น จีนและญี่ปุ่นจะหันมาสนใจไทยในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของอาเซียน ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะเจริญเติบโตได้ดี โดยเฉพาะภายหลังจากปี 2558 ที่จะมีการรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากต่างชาติมองไทยเป็นประตูสู่อาเซียน มีความร่วมมือกับประเทศอื่นๆ มากมายทั้ง ญี่ปุ่น จีน อินเดีย ไทยจึงจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดการค้าการลงทุนเข้ามาอย่างมาก แต่หากไทยไม่เร่งปรับตัว ก็จะส่งผลเสียได้ เพราะสินค้าจากอาเซียนจะเข้ามาแข่งขันมากขึ้น โดยไทยต้องเร่งตรวจสอบสินค้าในแต่ละภาคอุตสาหกรรมว่าสามารถแข่งขันได้ไหม เป็นการแข่งขันในด้านราคาหรือคุณภาพ และมีสินค้าทดแทนหรือไม่
นอกจากนี้ สังคมโลกจะเริ่มเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมนาโนเทคโนโลยี ผู้ที่ครอบครองเทคโนโลยีจะมีความได้เปรียบ ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจึงต้องพัฒนาใช้นวัตกรรม เทคโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดในด้านการผลิตและการค้า เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างความได้เปรียบให้กับตนเอง โดยการจับมือกับสถาบันการศึกษาของแต่และท้องถิ่นสร้างความรู้และพัฒนาเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรม และพัฒนาเชื่อมโยงเป็นคลัสเตอร์ เพื่อสร้างความเช้มแข็งทั้งห่วงโซ่การผลิต







