
ฟูจิตสึ รุกค้าปลีก ดิ้นหนีธุรกิจสตอเรจซบ
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกยังคงมีความสดใส หลังจากการแข่งขันและการขยายสาขาของธุรกิจกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีการประเมินยอดขายจากร้านสะดวกซื้อในรอบ 5 ปี เติบโตกว่า 14% ต่อปี ส่วนยอดขายของไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ต ทั้งด้านสาขาและยอดขายโตเท่ากัน คือ 6% ต่อปี นอกจากนี้มูลค่าของตลาด Pos (Point of Sale) ก็มีขนาดค่อนข้างใหญ่อยู่ที่ 6-7 หมื่นล้านบาท/ปี
จรัณยา อิ่มธนาสาร ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท ฟูจิตสึ ซีสเต็ม บีสซีเนส (ประเทศไทย) กล่าวว่า โอกาสในการเข้าไปเจาะฐานลูกค้ากลุ่มค้าปลีก น่าจะมีแนวโน้มที่ดีกว่า เพราะอัตราการเติบโตเป็นไปอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับธุรกิจสตอเรจของบริษัทในปีที่ผ่านมา
ที่เคยประเมินว่ามีโอกาสเติบโต เพราะการใช้งานโซเชียลมีเดียและการเก็บข้อมูลขององค์กร แต่จากสภาพเศรษฐกิจตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน กลับพบว่ามีทิศทางที่ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร
“ปัญหาการสั่งซื้อสินค้าของภาคธุรกิจลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากปัจจัยด้านการลงทุนของแต่ละบริษัท ที่ต้องรอการตัดสินใจเชิงนโยบายจากภาครัฐ คือ ทุกธุรกิจมีงบ แต่ยังไม่นำมาใช้งานมากนัก เพราะต้องการประเมินภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศทำให้รายได้ภาพรวมลดลง”
นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ว่าภาพรวมของธุรกิจไอทีปีนี้ จาก 3 เดือนแรกที่ผ่านมา น่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว เพราะภาครัฐค่อนข้างมีความชัดเจนว่าจะมีการลงทุนด้านอินฟราสตรัคเจอร์ ทำให้เจ้าของธุรกิจต่างๆ ก็เร่งลงทุนด้านไอทีให้มากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของตลาด
ทั้งนี้ ตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน พบว่าธุรกิจเอนเตอร์ไพรส์ขนาดใหญ่ที่ปีที่แล้วชะลอการลงทุนด้านไอทีและพัฒนาซอฟต์แวร์ต่างๆ ช่วงกลางปีนี้จะเริ่มปล่อยงบเพื่อนำมาพัฒนาด้านนี้มากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ ที่ปรับตัวมาใช้งานไอทีมากขึ้น
“สินค้าประเภทคอนซูเมอร์อย่างพีซี หรือโน้ตบุ๊ก น่าจะลดลง แต่ถ้าเป็นในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่พร้อมจะลงทุนแน่นอน และมีแนวโน้มว่าจะแข่งกันลงทุนมากขึ้น แต่จะไม่ใช่ในรูปแบบของการนำเสนอสินค้าใหม่เข้าตลาด โดยจะเป็นการใช้จ่ายเงินเพื่อปรับปรุงและพัฒนารูปแบบธุรกิจ เช่น ปรับปรุงสาขา อบรมพนักงานและหาซอฟต์แวร์ที่เข้ามาช่วยด้านการทำงานต่างๆ”
ขณะที่สินค้าในกลุ่ม Pos และแอพพลิเคชั่นบนคลาวด์ของบริษัท จะเน้นทำตลาดในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางถึงเล็ก เช่น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านโชห่วย และธุรกิจขายเสื้อผ้าขนาดเล็ก เพราะเจ้าของธุรกิจกลุ่มนี้ก็ต้องการอุปกรณ์ไอทีและมีกำลังจ่ายในระดับที่เหมาะสม ทั้งยังไม่ต้องรอขั้นตอนในการชำระเงินนานเกินไปเหมือนธุรกิจขนาดใหญ่
“ระบบการทำงานของเราจะเชื่อมโยงระหว่างตัวเครื่อง ระบบซอฟต์แวร์และคลาวด์ เพื่อให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างสามารถคิดเงิน เก็บเงิน และป้องกันการทุจริตจากพนักงานได้ด้วย เพราะข้อมูลทุกอย่างจะเก็บไว้บนคลาวด์ นายจ้างสามารถล็อกอินเข้าไปเช็กข้อมูลได้ตลอดเวลาผ่านอุปกรณ์ส่วนตัว”
นอกจากนี้ ยังมองว่าในธุรกิจรายเก่าอาจต้องการเปลี่ยนเครื่องใหม่ เพราะมีซอฟต์แวร์และระบบที่ทันสมัยมากกว่า โดยตั้งเป้าช่วงแรกไว้ 500 ตัว แต่ก็หวังว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 2,000 ตัว เพราะมีธุรกิจรายย่อยเกิดเพิ่มขึ้นทุกวัน จึงประเมินภาพรวมการเติบโตตลาดรีเทลปีนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 7-8%







