
‘เศวต นราธิปกร’ ต้องกล้ามองหาโอกาส
“เศวต นราธิปกร” กรรมการผู้จัดการ บริษัท สาลี่ พริ้นท์ติ้ง (SLP) ประกอบธุรกิจรับผลิตฉลากสินค้าและงานพิมพ์คุณภาพสูง โดยใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีการพิมพ์ที่ทันสมัย ถือเป็นพนักงานขายคนหนึ่งที่เริ่มต้นกับกลุ่มบริษัทในเครือบริษัท สาลี่อุตสาหกรรม (SALEE) มาตั้งแต่ต้นร่วมกับ “สาทิส ตัตวธร” กรรมการผู้จัดการ SALLE คนปัจจุบันตั้งแต่ขายเคมีภัณฑ์กันที่บริษัท วี ไอ วี อินเตอร์เคม (หนึ่งในผู้ถือหุ้นหลักเครือ SALEE) แต่งานขายของเศวตมีความรับผิดชอบสายงานเครื่องสำอางและสุขภาพ และทั้งสองคนก็เข้ามาช่วยเซตอัพบริษัท และเริ่มเข้ามาระดมทุนตัวแรกๆ ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) และตามด้วยบริษัท สาลี่ คัลเล่อร์ (COLOR)
“เศวต นราธิปกร” กรรมการผู้จัดการ บริษัท สาลี่ พริ้นท์ติ้ง (SLP) ประกอบธุรกิจรับผลิตฉลากสินค้าและงานพิมพ์คุณภาพสูง โดยใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีการพิมพ์ที่ทันสมัย ถือเป็นพนักงานขายคนหนึ่งที่เริ่มต้นกับกลุ่มบริษัทในเครือบริษัท สาลี่อุตสาหกรรม (SALEE) มาตั้งแต่ต้นร่วมกับ “สาทิส ตัตวธร” กรรมการผู้จัดการ SALLE คนปัจจุบันตั้งแต่ขายเคมีภัณฑ์กันที่บริษัท วี ไอ วี อินเตอร์เคม (หนึ่งในผู้ถือหุ้นหลักเครือ SALEE) แต่งานขายของเศวตมีความรับผิดชอบสายงานเครื่องสำอางและสุขภาพ และทั้งสองคนก็เข้ามาช่วยเซตอัพบริษัท และเริ่มเข้ามาระดมทุนตัวแรกๆ ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) และตามด้วยบริษัท สาลี่ คัลเล่อร์ (COLOR)
จนวันนี้ SLP เป็นบริษัทในกลุ่มแห่งที่ 3 ที่จะใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือการระดมทุน เพียงแต่ SLP เลือกเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และมีกำหนดวันที่ 7 พ.ค.ที่จะถึงนี้ เพราะได้รับคำแนะนำจาก “โสภาวดี เลิศมนัสชัย” ซึ่งเป็นอดีตและผู้จัดการ mai ครั้งที่ SALEE เข้าจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ mai เมื่อหลายปีก่อน
“โสภาวดี” เป็นเพื่อนกับผมที่เรียนมาด้วยกันที่ จ.ยะลา ถามเขาว่า ควรเข้า SET หรือ mai ก็บอกว่า ถ้าศักยภาพถึงรายได้มีการเติบโตต่อเนื่อง ทุนจดทะเบียนถึงก็เข้า SET ได้ เพราะทำให้เป็นที่สนใจของกลุ่มนักลงทุนสถาบันมากกว่า ทำให้เราต้องตัดสินใจแล้วว่า เรามีศักยภาพที่จะเป็นหัวหมาหรือหัวสิงห์ในตลาดไหน ถ้ามั่นใจก็เลือกไปทางนั้น
ทว่า ย้อนไปในอดีตจุดเริ่มต้น SLP เป็นเรื่องบังเอิญมากที่เขาขายเคมีผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องสำอางยี่ห้อหนึ่ง ทำให้รู้ว่าไม่มีคนทำธุรกิจเป็นผู้พิมพ์หน้าฉลากผลิตภัณฑ์อุปโภคและบริโภคต่างๆ จึงเห็นว่าเป็นช่องว่างที่จะเริ่มด้านการพิมพ์ฉลากสินค้าอื่นๆ
เราเริ่มลงทุนซื้อเครื่องจักรมือสองมาโดยไม่รู้เรื่องระบบการพิมพ์อะไรทั้งนั้นและเริ่มศึกษาใหม่ทั้งหมด เพราะเห็นว่าเป็นช่องว่างของธุรกิจเพราะยังไม่มีบริษัทคนไทยเป็นคนทำ มีแต่บริษัทต่างชาติที่เข้ามา
จากนั้นเห็นว่าเรื่องลงทุนเทคโนโลยีเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำและลงทุน จึงยอมซื้อเครื่องจักรใหม่เข้ามาซึ่งสามารถซื้อเครื่องที่มีจำนวนสีมากมายและเทคโนโลยีการพิมพ์ที่มีคุณภาพสูง จนวันนี้มีลูกค้าทั้งหมดกว่า 100 ราย โดยมีสัดส่วนจากลูกค้ากลุ่มผู้ผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภครายใหญ่ 3 แห่ง คือ บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (P&G) จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน และนีเวีย สัดส่วนอย่างละ 30%
เขาถือว่าถ้าไม่กล้าตัดสินใจวันนั้นบริษัทคงไม่เติบโตมาถึงทุกวันนี้ ซึ่งแม้ตอนนั้นจะเป็นสิ่งที่ไม่ถนัด แต่เห็นว่าเป็นโอกาสของบริษัทที่ควรทำ เพราะมีความต้องการมากในอุตสาหกรรมไทย มีการผลิตของใช้ทั้งอุปโภคและบริโภคจำนวนมาก ฉลากพวกนี้ก็ต้องมีการเติบโตไปกับสินค้ากลุ่มนี้
ตั้งแต่ SLP ก่อตั้งมา 13 ปี บริษัทมีแต่การเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ละปีก็เติบโตมากกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของประเทศ ซึ่งในอนาคตหลังการเข้า SET เพื่อต้องการขยายกำลังการผลิตให้มากขึ้น เนื่องจากหวังจะล้อไปตามการเปิดตัวเข้าไปสู่การเติบโตตามจำนวนประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
สำหรับหลักการทำงานของผู้ชายวัย 58 ปีคนนี้คือ ต้องกล้าและมั่นใจที่จะลงมือทำสิ่งที่ตัวเองได้ตัดสินใจไปแล้ว เพราะมองว่าทุกอย่างในโลกนี้สามารถเป็นไปได้ถ้าเราเห็นโอกาสและช่องทางของมันอย่างชัดเจน
นอกจากนั้น ควรเน้นการมองอะไรที่มีความแตกต่างและให้ความเชื่อใจในการบริการกับลูกค้าด้วย เพราะเป็นสิ่งที่บริษัทพยายามจะรักษาคุณภาพตรงจุดนี้เอาไว้ ทั้งการลงทุนและพัฒนาเทคโลยีการพิมพ์ที่มีคุณภาพสูงเอง เพื่ัอรักษาการเป็นบริษัทรับผลิตฉลากที่มีคุณภาพของคนไทยเอาไว้ให้ได้ และสามารถแข่งขันกับบริษัทข้ามชาติได้
สำหรับเวลาว่างของผู้บริหารท่านนี้คือการออกกำลังกายด้วยการตีแส้ (Whip) ที่ปกติจะพกติดตัวตลอดเวลาเพื่อออกกำลังกายได้ทุกที่ โดยอุปกรณ์แต่ละเส้นต้องมีการสั่งจากต่างประเทศเข้ามา ซึ่งได้ทั้งกำลังกายที่แข็งแรงและสมาธิที่ดีด้วย







