
จับตา2แบงก์กลาง ประชุมสัปดาห์นี้
ตลาดหุ้นยังคงย่ำฐานแกว่งขึ้นลงในกรอบ 1,543-1,571 จุด ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาด้วยปริมาณการซื้อขายที่เงียบเหงา หลังกลุ่มธนาคารรายงานผลประกอบการที่น่าผิดหวังในไตรมาสแรกไปแล้ว สำหรับสัปดาห์นี้ไฮไลต์อยู่ที่การประชุมของธนาคารกลาง 2 แห่ง คือ สหรัฐและไทย โดยที่การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐไม่มีอะไรให้ลุ้นมากนัก เพราะประธานเฟดได้กล่าวย้ำในการประชุมครั้งก่อนๆ แล้วว่าจะยังไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน เม.ย.นี้ แต่นักลงทุนยังควรติดตามการส่งสัญญาณจากเฟดเกี่ยวกับทิศทางของอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะมีผลต่อจังหวะในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ในขณะที่การประชุม กนง.ในบ้านเราต้องลุ้นมากกว่า แม้ว่าเสียงส่วนใหญ่ (รวมถึงฝ่ายวิเคราะห์ของ บล.ฟินันเซีย ไซรัส) คาดว่า กนง.จะยังคงอัตราดอกเบี้ยเท่าเดิม แต่ก็เริ่มมีนักวิเคราะห์จำนวนมากขึ้นที่คาดการณ์ว่า กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ตลาดหุ้นยังคงย่ำฐานแกว่งขึ้นลงในกรอบ 1,543-1,571 จุด ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาด้วยปริมาณการซื้อขายที่เงียบเหงา หลังกลุ่มธนาคารรายงานผลประกอบการที่น่าผิดหวังในไตรมาสแรกไปแล้ว สำหรับสัปดาห์นี้ไฮไลต์อยู่ที่การประชุมของธนาคารกลาง 2 แห่ง คือ สหรัฐและไทย โดยที่การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐไม่มีอะไรให้ลุ้นมากนัก เพราะประธานเฟดได้กล่าวย้ำในการประชุมครั้งก่อนๆ แล้วว่าจะยังไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน เม.ย.นี้ แต่นักลงทุนยังควรติดตามการส่งสัญญาณจากเฟดเกี่ยวกับทิศทางของอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะมีผลต่อจังหวะในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ในขณะที่การประชุม กนง.ในบ้านเราต้องลุ้นมากกว่า แม้ว่าเสียงส่วนใหญ่ (รวมถึงฝ่ายวิเคราะห์ของ บล.ฟินันเซีย ไซรัส) คาดว่า กนง.จะยังคงอัตราดอกเบี้ยเท่าเดิม แต่ก็เริ่มมีนักวิเคราะห์จำนวนมากขึ้นที่คาดการณ์ว่า กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
หากลดดอกเบี้ย ตลาดอาจตีความในทางลบ
มีไม่กี่ครั้งในอดีตที่ กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งติดต่อกัน นอกจากเศรษฐกิจจะอ่อนแรงลงอย่างมากกว่าที่คาดมาก คือดูป่วยมากจนต้องการยาแรง แต่เรากลับคิดว่าการลดดอกเบี้ยอีกอาจไม่ช่วยอะไร เพราะปัญหาอยู่ที่ความเชื่อมั่น ในทางตรงกันข้าม ตลาดอาจตีความในทางลบหากมีการลดดอกเบี้ย เพราะหมายถึงเศรษฐกิจจริงที่ย่ำแย่กว่าที่เราเห็น เห็นได้จากการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นในช่วงบ่ายปรับลดลงทันทีหลัง กนง.เซอร์ไพรส์ตลาดด้วยการลดดอกเบี้ยนโยบาย หุ้นกลุ่มที่ปรับลงแรงเป็นอันดับต้นๆ ของตลาด กลับกลายเป็นกลุ่มที่อยู่อาศัย ทั้งที่เป็นกลุ่มที่ (คนส่วนใหญ่เชื่อว่า) ได้ประโยชน์ในลำดับต้นๆ จากดอกเบี้ยที่ลดต่ำลง (ภาระของผู้ซื้อน้อยลง) เหตุผลคือกลุ่มที่อยู่อาศัยถูกกดดันจากภาพใหญ่คือภาวะเศรษฐกิจที่มีน้ำหนักมากกว่ามาก เพราะในช่วงดังกล่าวเป็นช่วงที่ ธปท.ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจ (แม้ว่าจะเป็นการปรับลดที่ล่าช้ากว่านักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ทั้งหลายก็ตาม แต่เพราะตลาดที่เป็นขาลง ย่อมเลือกที่จะรับรู้แต่ข่าวร้าย)
จะซื้อหุ้นแบงก์ต้องต่อราคา
วานนี้หุ้นกลุ่มแบงก์เป็นกลุ่มที่ฉุดตลาดลงเป็นหลัก สะท้อนว่าตลาดเริ่มคาดการณ์ถึงการปรับลดดอกเบี้ยแล้วบางส่วน เพราะการลดดอกเบี้ยย่อมส่งผลลบของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร ซึ่งจะเริ่มเห็นผลลบในไตรมาส 2/2558 นี้แล้วจากการลดดอกเบี้ยของ กนง.ในการประชุมเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เรายังเห็นว่ากลุ่มแบงก์เป็นกลุ่มที่ลงทุนได้ แต่คาดหวังผลตอบแทนในระยะสั้นไม่ได้ แต่ในระยะยาวแล้ว แบงก์พาณิชย์ของไทยยังคงมีความมั่นคงแน่นอนจากงบดุลที่แข็งแกร่งอย่างมาก
กลุ่มที่อยู่อาศัยราคาถูกแต่ยังถูกกดดัน
ขณะที่กลุ่มสื่อสารน่าสนใจกว่า
กลุ่มที่อยู่อาศัยในไตรมาส 1/2558 มีผลประกอบการไม่น่าตื่นเต้นนัก ส่วนใหญ่กำไรจะลดลงจากไตรมาสก่อนที่มีการเร่งให้ลูกค้าโอนบ้านและคอนโด แต่แนวโน้มในไตรมาสที่เหลือของปีน่าจะมีโมเมนตัมที่ดีขึ้นแต่ค่อยเป็นค่อยไป สำหรับกลุ่มสื่อสารที่มี DTAC รายงานผลประกอบการเป็นรายแรก กำไรถือว่ายังต่ำกว่าในอดีตที่เคยทำได้ แต่เพราะดีเกินคาดของนักวิเคราะห์ ราคาหุ้น DTAC วานนี้จึงปรับขึ้นถึงกว่า 6% โดดเด่นสวนทางตลาด อย่างไรก็ตามเรากลับมองว่าราคาหุ้นของ DTAC เต็มมูลค่าแล้ว เพราะกำไรในปีนี้มีแนวโน้มจะลดลงจากปีก่อน ซึ่งหมายความว่าผลประกอบการในช่วงที่เหลือของปีอาจไม่ดีเท่าไตรมาสแรกที่ผ่านมา ADVANC ยังคงเป็นหุ้นที่เราชอบที่สุดในกลุ่มนี้ ความแข็งแรงของฐานะการเงินไม่ต้องพูดถึง การเติบโตของกำไรในปีนี้น่าสนใจมากกว่าผู้ประกอบการรายอื่น ขณะที่การประมูล 4จี ที่เมื่อเกิดขึ้นไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม ราคาหุ้น ADVANC น่าจะปรับตัวได้ดีกว่าอีกสองค่าย เพราะการได้มาซึ่งคลื่นความถี่ใหม่มีความสำคัญต่อ ADVANC เป็นอย่างมาก
ยังชอบกลุ่มไฟแนนซ์
สำหรับ MTLS ที่ดิฉันพูดถึงบ่อย เชื่อว่าไตรมาสแรกน่าจะเป็นผลประกอบการที่ดีแต่ยังไม่เต็มที่ เหตุเพราะการเร่งขยายสาขาอย่างมาก แม้จะทำให้สินเชื่อขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ค่าใช้จ่ายก็ตามมาในช่วงแรกๆ ที่เปิดสาขา นอกจากนี้ต้นทุนการเงินยังลดลงไม่ได้เต็มที่ เพราะบริษัทเพิ่งเข้าตลาดได้ไม่นาน นักวิเคราะห์ของเราจึงคาดว่ากำไรในไตรมาสแรกน่าจะอยู่ที่ 170 กว่าล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% Q-Q และ 22% Y-Y แต่แนวโน้มจะดีขึ้นในไตรมาสถัดๆ ไป สำหรับประเด็นนาโนไฟแนนซ์ บริษัทเพิ่งยื่นขออนุมัติไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา ธปท.จะใช้เวลาประมาณ 60 วันในการพิจารณา จึงคาดว่า MTLS จะเริ่มธุรกิจนี้ประมาณไตรมาส 3 ของปีนี้ ราคาพื้นฐานที่เหมาะสมยังคงไว้ที่ 25 บาท







