
ตลท.ก้าวสู่ทศวรรษที่ 5 ด้วยพลังเปี่ยมล้น
โดย...พนิตศรณ์ หวังจงชัยชนะ
โดย...พนิตศรณ์ หวังจงชัยชนะ
30 เม.ย. 2558 ตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะมีอายุครบ 40 ปี หากเปรียบกับชีวิตของคนว่ากันว่า ในวัย 40 ปี คือ จุดเริ่มต้นของชีวิต เมื่อหันกลับมามองตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกครั้ง คำกล่าวนั้นคงจะจริง เพราะระยะเวลาจากนี้ไปหรือการก้าวย่างเข้าสู่ทศวรรษที่ 5 ของตลาดหลักทรัพย์ฯ คงจะเป็นช่วงเวลาของการเริ่มต้นไปสู่การเปลี่ยนแปลง เพื่อยกระดับตลาดทุนไทยให้มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นไปอีกบนเวทีโลก
หลังจากได้ใช้ระยะเวลาตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ในการวางรากฐานตลาดทุนไทยให้เป็นที่เข้าใจของประชาชน และเจ้าของกิจการถึงประโยชน์ของการจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อเป็นแหล่งในการลงทุนและการระดมทุน ขณะเดียวกันสร้างให้เป็นที่รู้จักของผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
“เกศรา มัญชุศรี” ในฐานะกรรมการและผู้จัดการ ตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวย้ำถึงการก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 5 ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งความท้าทาย นั่นเป็นเพราะสภาพแวดล้อมในทุกวันนี้ มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว (Speed of Change) ทำให้ไม่สามารถคาดเดาเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้
แต่ทั้งนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ เองพยายามจะตั้งเป้าหมายภายใต้สถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ เพราะการทำงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ ทุกวันนี้เปรียบเสมือนกับบริษัทเอกชนทั่วๆ ไป ที่จะต้องคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และตลาดหลักทรัพย์ฯ จะก้าวย่าง หรือจะเติบโตอย่างไรในอนาคต
“เกศรา” กล่าวว่า ในแง่ของการพัฒนาสินค้าคงจะไม่จำกัดให้ซื้อขายหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่จะสร้างความหลากหลายของสินค้า เพื่อเป็นทางเลือกในการลงทุนให้กับผู้ลงทุนในทุกสภาวะการณ์ ขณะเดียวกันในส่วนของหุ้นซึ่งเป็นสินค้าเดิมและเป็นสินค้าหลักของตลาดทุนไทยจะต้องเพิ่มจำนวนให้มากขึ้น เพื่อให้เป็นทางเลือกให้กับ
ผู้ลงทุนทุกกลุ่ม
“ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยากส่งเสริมและสนับสนุนให้บริษัทเอกชนเข้ามาจดทะเบียน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือการระดมทุน และการยกระดับให้บริหารงานแบบมืออาชีพ อยากจะยกตัวอย่าง บริษัท คาราบาว
กรุ๊ป (CBG) เขาบอกกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ในประเทศกัมพูชา ขยายตัวปีละหลายพันล้านบาท เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มันไม่ใช่แค่เงินทุนเท่านั้น แต่มีโอกาสทางอื่นเข้ามา มีบุคลากรดีๆ พร้อมเข้ามาสมัครร่วมงานกับบริษัท เช่นเดียวกับบริษัท เซ็ปเป้ (SAPPE) ขณะนี้ได้ขยายกิจการไปอินโดนีเซียแล้ว บริษัทบางแห่งอาจดูเล็กแต่อีกหน่อยจะขยายได้ ถ้าเราไม่ผลักดันบริษัทไทยจะอ่อนแอ” ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าว
สิ่งเหล่านี้นับเป็นความท้าทายของการทำงานในทศวรรษที่ 5
นอกจากจะส่งเสริมให้บริษัทในไทยเข้ามาจดทะเบียนแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดช่องให้บริษัทลูกของผู้ประกอบการไทยที่ไปทำธุรกิจในต่างประเทศ สามารถเข้ามาจดทะเบียนผ่านเกณฑ์การรับหลักทรัพย์ต่างประเทศเข้าจดทะเบียน (Foreign Listing) และในสิ้นเดือนนี้คงจะเปิดโอกาสให้เกิด “อินฟราฟันด์ ทรัสต์” หรือให้ทรัพย์สินในต่างประเทศเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยได้
ปัจจุบันนี้อัตราราคาเทียบกับกำไรสุทธิต่อหุ้น (พีอี) ของหุ้นไทยอยู่ในระดับสูง การซื้อขายมีความคึกคัก สภาพคล่องสูง นับเป็นจังหวะดีของผู้ประกอบการในการเข้ามา
ระดมทุน เพราะจะได้เม็ดเงินในการระดมทุนราคาดี สมน้ำสมเนื้อกับปัจจัยพื้นฐาน
นอกจากการเพิ่มสินค้าให้มากขึ้นและมีความหลากหลายแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ยังต้องการจะปรับกระบวนการทำงานภายในให้มีประสิทธิภาพ ตามนโยบาย Digital Exchange เพื่อตอบสนองทุกภาคส่วนของตลาดทุน ไม่ว่าจะเป็นผู้ลงทุน ผู้ประกอบการ บริษัทสมาชิก (โบรกเกอร์) ให้ผลของการทำงานและการให้บริการรวดเร็วมากขึ้น ภายใต้จำนวนบุคลากรเท่าเดิม ด้วยการนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานทุกมิติ ทำให้จากนี้ไปจะเห็นภาพการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) เข้ามาจดทะเบียนแบบดิจิทัล หรือดิจิทัล ไอพีโอ
“โลกได้เปลี่ยนไป การให้บริการทุกอย่างต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ใช้คนเท่าเดิม เราต้องปรับเปลี่ยนวิธีบริหารจัดการภายใน ในแง่ของผู้ลงทุนเองจะต้องติดต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้สะดวกขึ้น โดยได้ยกเลิกคอลเซ็นเตอร์และปรับมาเป็นการติดต่อผ่านโซเชียลมีเดียแทน เพื่อให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง จากเดิมเพียงแค่ชั่วโมงทำงานเท่านั้น” เกศรา กล่าว
ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวอีกว่า ในทศวรรษที่ 5 นี้ มุมมองการให้บริการจะไม่จำกัดเพียงแค่ตลาดในประเทศ (Domestic) เท่านั้น การทำงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้ผู้ลงทุนหรือผู้ประกอบการมีทางเลือกลงทุนสินค้าจากต่างประเทศ หรือการไปลงทุนต่างประเทศ ขณะเดียวกันยังต้องทำตัวเองให้เป็นทางเลือกของผู้ลงทุนในต่างประเทศอีกด้วย
“ทุกอย่างต้องอิสระ คนในประเทศต้องมีอิสระในการลงทุน ผู้ลงทุน ผู้ประกอบการมีสิทธิเลือกได้ ขณะเดียวกันตลาดหลักทรัพย์ฯ จะต้องทำตัวเองให้เป็นที่สนใจของต่างประเทศเช่นกัน เราพร้อมจะแข่งขัน เพราะไม่มีทางเลือกอื่น ต้องทำตัวเองให้ดี ให้น่าสนใจ พัฒนาระบบซื้อขายทางอินเทอร์เน็ตให้เป็นที่มั่นใจเพื่อรองรับการให้บริการ ผู้ลงทุนรายบุคคล พร้อมกับเพิ่มจำนวนนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ”
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าข้อติดขัดสำคัญประการหนึ่งคือ การขาดแคลนบุคลากรในอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการก้าวย่างต่อไปของตลาดทุนไทย ไม่ว่าจะเป็นวาณิชธนากร เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำการลงทุน หรือแม้แต่ซีอีโอ ผู้สืบทอดกิจการของทางฝั่งบริษัทจดทะเบียนก็ตามที
นับเป็นอีกปีที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเน้นป้อนบุคลากรเข้าอุตสาหกรรมอย่างเข้มข้น
ทศวรรษที่ 5 ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะต้องสามารถให้บริการทุกภาคส่วนได้ดียิ่งขึ้น ตอบสนองผู้ลงทุน ผู้ประกอบการได้ดีตามมาตรฐานสากล และที่สำคัญตลาดหลักทรัพย์ฯ จะต้องเป็นที่ 1 ในภูมิภาคนี้ให้ได้ เหตุผลของความต้องการจะเป็น 1 นั้น ผลประโยชน์ไม่ได้ตกอยู่ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่เพื่อให้ผู้มาใช้บริการได้ประโยชน์และของประเทศไทย
การจะวัดความเป็นที่ 1 ในภูมิภาค สามารถวัดได้จากตัวเลข โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งเป้าหมายต้องการโตเท่าตัวภายในปี 2563 จากปัจจุบัน หรือทำให้ตัวเลขมูลค่าตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) เพิ่มเป็น 30 ล้านล้านบาท จาก 15 ล้านล้านบาทในปัจจุบัน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเห็นระดับ 1 แสนล้านบาท จาก 4.5 หมื่นล้านบาท/วัน และจำนวน
ผู้ลงทุนเพิ่มเป็น 1.5 ล้านคน







