
KKเสี่ยงหนี้เสียพุ่ง
เกียรตินาคินรับเอ็นพีแอลไม่นิ่งโอกาสพุ่งแตะ 7% แลนด์ฯ เกาะติดลูกค้าใช้เงินกู้เก็งกำไร
เกียรตินาคินรับเอ็นพีแอลไม่นิ่งโอกาสพุ่งแตะ 7% แลนด์ฯ เกาะติดลูกค้าใช้เงินกู้เก็งกำไร
นายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธนาคาร เกียรตินาคิน หรือ KK เปิดเผยว่า ไตรมาสแรกปีนี้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 6.5% ของสินเชื่อรวมและคาดว่าจะสูงสุดในไตรมาส 2 โดยมีโอกาสแตะที่ 7% เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจยังไม่เอื้อ ภาวะหนี้ครัวเรือนยังสูง 85% กระทบกับผู้มีรายได้น้อย
ทั้งนี้ เอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสแรกมาจาก 2 ส่วน โดยประมาณ 1% ที่เพิ่มขึ้นเป็นเอ็นพีแอลที่รับซื้อมาเพื่อบริหารหนี้ซึ่งเป็นธุรกิจของธนาคาร อีกส่วนมาจากการที่ธนาคารเน้นสินเชื่อรถยนต์มือสองที่ให้อัตราผลตอบแทน (ยิลด์) สูงประมาณ 8% สูงกว่าระบบที่มียิลด์ 6% แต่ก็มีความเสี่ยงมากกว่าปล่อยกู้รถใหม่และต้องรับถึงผลที่เอ็นพีแอลสูงจะตามมา
“แต่เอ็นพีแอลระดับ 6-7% ก็ไม่ดี เพราะส่วนต่างที่เหมาะสมเอ็นพีแอลควรจะอยู่ที่ 4-5%” นายอภินันท์ กล่าว
ทั้งนี้ เอ็นพีแอลของสินเชื่อเช่าซื้อเริ่มชะลอลงแล้วแต่ที่สัดส่วนยังสูงมาจากลูกค้าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยยอมรับว่ามาจากการปล่อยปละละเลยในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น ลูกค้ายังไม่มีปัญหา ธนาคารจึงกล้าปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการที่ต้องการขยายโครงการ พื้นที่หลักคือภูเก็ตและพัทยา แต่ประสบปัญหาเมื่อนักท่องเที่ยวยุโรปและรัสเซียหายไป นอกจากนี้ ผู้ที่ต้องการซื้อบ้าน แต่กู้ธนาคารไม่ผ่าน ทำให้โครงการโอนไม่ได้ และกลายเป็นเอ็นพีแอล
สำหรับคุณภาพหนี้ใหม่ค่อนข้างดีและมีแนวโน้มเอ็นพีแอลชะลอลงในระยะต่อไป โดยเห็นสัญญาณจากหนี้ที่จับตาเป็นพิเศษ ค้างชำระ 1-3 เดือนลดลง นอกจากนี้ผลขาดทุนจากรถยึดน้อยลงจากเดิมขาดทุนคันละ 1.2 แสนบาท เหลือ 8 หมื่นบาท
นอกจากนี้ ปีนี้มีแนวโน้มที่จะปล่อยสินเชื่อจะเติบโตเพียง 1-2% ไม่สามารถเติบโตได้ตามเป้าที่วางไว้ 6% แม้ว่าสถานการณ์รถยนต์มือสองเริ่มดีขึ้น แต่ยอดขายรถยนต์ในประเทศไม่ดีอย่างที่คาดไว้ว่าจะแตะ 9 แสนคัน และสินเชื่อเช่าซื้อเติบโต 10% แต่ไตรมาสแรกยอดขายรถยนต์ยังคงติดลบ 12% รวมทั้งมีการคืนหนี้จำนวนมากจากลูกค้าเช่าซื้อและสินเชื่อธุรกิจ
นางศศิธร พงศธร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดเผยว่า ปีนี้ธนาคารคาดว่าจะควบคุมเอ็นพีแอลไม่ให้เกินสัดส่วนไตรมาสแรกปีนี้ที่ 2.3% และมั่นใจว่าจะปล่อยสินเชื่อเติบโตได้ตามเป้า 12-15%
“เอ็นพีแอลของธนาคารส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการดำเนินงาน แต่เกิดจากลูกหนี้นำเงินที่มีอยู่ไปบริหารโอกาสด้านอื่นแทน เช่น ไปลงทุนเก็งกำไรในที่ดิน ซึ่งต้องติดตามใกล้ชิดต่อไป โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีที่มีรายได้ต่ำกว่า 500 ล้านบาทลงมา ที่มีสัดส่วนสินเชื่ออยู่ประมาณ 19% ขณะที่สินเชื่อหลักประมาณ 50% ที่เป็นลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่และมีรายได้มากกว่าปีละ 500 ล้านบาทขึ้นไป ไม่ค่อยมีปัญหา” นางศศิธร กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากข้อมูล 12 เดือนที่ผ่านมา ไม่พบว่ามีเอ็นพีแอลโดยเฉพาะบ้านหรือคอนโดมิเนียมในเครือแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่ผู้ซื้อมีความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยที่แท้จริงและตั้งอยู่ในทำเลที่ดี หากมีปัญหาด้านการเงินก็สามารถขายต่อหรือปล่อยเช่าได้
สำหรับความคืบหน้าการออกตราสารด้อยสิทธิเพื่อนับเป็นเงินกองทุนขั้นที่ 2 หรือเทียร์ 2 ขณะนี้มีผู้สนใจเกินกว่ากำหนด 1.5 เท่า เทียบกับมูลค่าที่จะออก 4,000 ล้านบาท ในเดือน พ.ค.นี้ ซึ่งจะทำให้เทียร์ 2 เพิ่มขึ้นจาก 12.5% เป็น 14.5% รองรับการเติบโต 15-20% ไปได้อีกอย่างน้อย 3 ปี







