
ตื่นหนี้หั่นกำไรKTB
หวั่นไตรมาส 2 ตั้งสำรองเพิ่ม กดดัชนีดิ่งแรงกว่า 17 จุด&O5532; ตื่น! หนี้เสียพุ่งพาเหรดทิ้งหุ้นแบงก์กดดัชนีดิ่ง 17 จุดโบรกหั่นกำไร KTB หลังงบไตรมาสแรกต่ำคาดแถมหนี้เสียปูดหมื่นล้าน
หวั่นไตรมาส 2 ตั้งสำรองเพิ่ม กดดัชนีดิ่งแรงกว่า 17 จุด&O5532; ตื่น! หนี้เสียพุ่งพาเหรดทิ้งหุ้นแบงก์กดดัชนีดิ่ง 17 จุดโบรกหั่นกำไร KTB หลังงบไตรมาสแรกต่ำคาดแถมหนี้เสียปูดหมื่นล้าน
ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงแรง โดยดัชนีปิดที่ 1,552.01 จุด ลดลง 17.34 จุด หรือ 1.10% มูลค่าการซื้อขายกว่า 42,893.94 ล้านบาท สถาบันขายหนักกว่า 3,036.22 ล้านบาท พอร์ต บล.ขาย 314 ล้านบาท ต่างประเทศซื้อสุทธิ 899 ล้านบาท และรายย่อยซื้อ 2450.58 ล้านบาท
ทั้งนี้ ดัชนีลงแรงเนื่องจากนักลงทุนเกิดความกังวลภายหลังจากธนาคารพาณิชย์ได้ประกาศผลดำเนินงานงวดไตรมาสแรกของปี 2558 และเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของธนาคารกรุงไทย (KTB) ที่กำไรออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ขณะที่ยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 1 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ต้องมีภาระตั้งสำรองเพิ่มมากขึ้น และหุ้น KTB ถูกขายหนักและราคาลดลงมากสุด โดยหุ้นปิดตลาดที่ 21.50 บาท ลดลง 1.40 บาท หรือ 6.11% ลงแรงกว่าดัชนีตลาดหุ้น รองลงมาคือ กสิกรไทย (KBANK) ปิด 226 บาท ลดลง 6 บาท หรือ 2.59% ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ปิด 187.50 บาท ลดลง 1.50 บาท หรือ 0.79%
นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี กล่าวภายหลังเข้าร่วมประชุมร่วมกับผู้บริหารธนาคารกรุงไทย (KTB) ว่า สัญญาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ยังต้องระวัง เนื่องจากมีลูกค้าเริ่มผิดชำระหนี้มากขึ้น ซึ่งมาจากสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อเอสเอ็มอีส่งผลให้ไตรมาส 2 KTB อาจต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้น เพราะ NPL มีความเสี่ยงขึ้น โดยเฉพาะลูกหนี้ที่ค้างชำระ 1-3 เดือน ธนาคารพบว่าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่วนนี้ก็เป็นปัจจัยลบทำให้ธนาคารอาจต้องตั้งสำรองเพิ่ม
สำหรับสินเชื่อธนาคารจะเติบโตตามเศรษฐกิจ โดยปีที่ผ่านมาธนาคารประเมินจีดีพีขยายตัว 4-4.5% ซึ่งตอนนี้อาจจะเติบโตน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยยังมองว่าไตรมาส 2 สินเชื่อจะฟื้นตัวดีขึ้น ส่วนสินเชื่อในไตรมาสแรกเติบโต 0.1% จากไตรมาสก่อนหน้า จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้ความต้องการใช้จ่ายลดลง ด้านคุณภาพสินเชื่อแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยหนี้เสียเพิ่มขึ้นถึง 18.3% จากไตรมาสก่อนหน้าส่วนใหญ่จากสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และสินเชื่อรายย่อย ทำให้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นจาก 2.4% ในไตรมาส 4 ปี 2557 เป็น 2.8% ในไตรมาสแรกปีนี้
นอกจากนี้ บล.กรุงศรี ได้ปรับลดประมาณการกำไร KTB ปีนี้ลง 5% เหลือ 3.52 หมื่นล้านบาท จากการปรับสมมติฐานสำรองหนี้เพิ่มขึ้น 25% จากเดิม 1.21 หมื่นล้านบาท เป็น 1.52 หมื่นล้านบาท พร้อมกับปรับลดคำแนะนำจาก “ซื้อ” เป็น “ถือ” เนื่องจากความกังวลต่อหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นกดดันธนาคารต้องตั้งสำรองหนี้ระดับสูงขึ้น ทำให้ความสามารถในการเติบโตลดลงพร้อมปรับลดราคาพื้นฐานเหลือ 25.50 บาท จาก 27.50 บาท
อย่างไรก็ตาม ยังคงมุมมองบวกต่อ KTB ที่จะรับประโยชน์จากการลงทุนของรัฐ และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจช่วยผลักดันการเติบโตของสินเชื่อสูงขึ้นในไตรมาสที่เหลือของปี
ด้าน บล.บัวหลวง คาดว่ากำไรไตรมาส 2 ปี 2558 KTB จะปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสแรกจากคาดว่า จากการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญที่ลดลง ทั้งนี้ ให้สังเกตว่าสัดส่วนที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นถึง 18% จากไตรมาสก่อนหน้าส่งผลให้มีความเสี่ยงขาลงต่อกำไรจากการตั้งสำรองที่เพิ่มสูงขึ้นในปีนี้ เมื่อเทียบกับปีที่แล้วและสัดส่วนเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น การตั้งสำรองเพิ่มสูงขึ้นในไตรมาสแรก ดังนั้น จึงได้ปรับเพิ่มประมาณการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญปี 2558 ขึ้นเป็น 1.5 หมื่นล้านบาท จากประมาณการก่อนหน้าที่ 1.25 หมื่นล้านบาท พร้อมปรับลดประมาณการกำไรปี 2558 ลง 6% เป็น 3.48 หมื่นล้านบาท
บล.ทรีนีตี้ เตรียมหั่นกำไรของ KTB ลง หลังจากเข้าฟังข้อมูลจากผู้บริหารที่จัดขึ้น เมื่อวันที่ 22 เม.ย. เพราะกังวลต่อแนวโน้มเอ็นพีแอลที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในไตรมาสถัดๆ ไป และสำรองต่อเอ็นพีแอลที่แย่ลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ธนาคารต้องตั้งสำรองหนี้สูญในระดับสูงเพิ่มเติมอีก ด้านการเติบโตของสินเชื่อที่ธนาคารตั้งเป้าจะขยายในกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีและรายย่อยนั้น หลังจากเกิดประเด็นด้านคุณภาพสินทรัพย์ดังกล่าว อาจทำให้ไม่สามารถเติบโตได้ตามเป้าเช่นกัน พร้อมปรับคำแนะนำเป็น “ถือ” และให้หลีกเลี่ยงไปลงทุนในธนาคารที่คุณภาพสินทรัพย์ยังดี และผลการดำเนินงานโดดเด่น เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และธนาคารกสิกรไทย (KBANK)
นางกิตติยา โตธนะเกษม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส KTB ยอมรับว่า เอ็นพีแอลของธนาคารงวดไตรมาสแรกปี 2558 ขยับขึ้นประมาณ 10,568 ล้านบาท ซึ่งมาจากสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อเอสเอ็มอี และหากยังขยับขึ้นมีความเป็นไปได้ที่ธนาคารอาจต้องตั้งสำรองเพิ่มในไตรมาส 2 จากปกติตั้งสำรองอยู่ที่ 700 ล้านบาท/เดือน โดยธนาคารจะติดตามภาวะเศรษฐกิจไทยและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด
สำหรับการขยายตัวของสินเชื่อรวมปีนี้อาจไม่เติบโตมากเท่าปีก่อนที่อยู่ในระดับมากกว่า 10% เป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง โดยอาจเติบโตน้อยกว่าที่เคยคาดการณ์ที่ 4% ซึ่งตามปกติแล้ว KTB จะตั้งเป้าสินเชื่อโตปีละประมาณ 1.5 เท่าของจีดีพี







