
'มิสทิน' หนีเศรษฐกิจซบ จัดหนักหวังโกยยอด1.4หมื่นล.
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
จากภาวะเศรษฐกิจซบเซาส่งผลให้มิสทินยักษ์ใหญ่ในวงการขายตรงชั้นเดียวต้องเร่งปรับตัวรับกำลังซื้อรากหญ้าวูบ ด้วยการเร่งหาสมาชิกเพิ่มอีก 2 แสนคน จากปีก่อน 1 ล้านคน หวังเพื่อเร่งโกยยอดขาย
ดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงชั้นเดียว “มิสทิน” เปิดเผยว่า กำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอตัวตั้งแต่เดือน ก.พ.ปีนี้พร้อมกันทั่วประเทศ จากปีที่ผ่านมากำลังซื้อที่ลดลงเกิดขึ้นเฉพาะผู้บริโภคในภาคใต้จากปัญหาราคายางพาราราคาตกต่ำ ขณะที่ในภาคกลางและภาคตะวันออกนั้นกระทบน้อย ปัจจัยสำคัญมาจากความไม่มั่นใจในเศรษฐกิจของประเทศ จึงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยส่งผลให้ยอดขายต่อใบเสร็จลดลง
“ไตรมาสแรกของปีนี้ยอดขายลงเหลือ 1,400 บาท/ใบเสร็จ จากปกติที่อยู่ 1,500 บาท/ใบเสร็จ แต่ในภาพรวมแล้วไตรมาสแรกก็ยังเติบโตได้ 1.7% ซึ่งก็ต้องกระตุ้นให้จับจ่ายใช้สอยมากขึ้น แทนที่จะเน้นเปิดตัวสินค้าใหม่ ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งเชิญชวนให้คนมาสมัครสมาชิกมากขึ้น โดยตั้งเป้าว่าจะมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นอีก 2 แสนคน จากปีก่อนที่มีสมาชิกจำนวน 1 ล้านคน รวมเป็น 1.2 ล้านคน” ดนัย กล่าว
ปัจจุบันบริษัทมีสมาชิกที่ซื้อสินค้าใช้เอง 30% ขายสินค้า 60% และเปิดเป็นร้านจำหน่าย 10% ซึ่งสมาชิกที่ซื้อใช้เองนั้นถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ผลักดันให้บริษัทมียอดขาย 1.4 หมื่นล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 3% จากในช่วงหลายปีจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 4-6% โดยในปีนี้บริษัทจะต้องจัดโปรโมชั่นมากขึ้นจากปีก่อนที่ใช้งบการตลาดกว่า 2% ปีนี้จะต้องเพิ่มขึ้นเกือบ 4% หรือใช้งบการตลาดราว 400-500 ล้านบาท จากปีก่อนที่ใช้ 300 ล้านบาท โดยจะเน้นให้สมาชิกสะสมคะแนนเพื่อรับของรางวัลและทองคำ รวมไปถึงการให้คูปองส่วนลดสำหรับซื้อสินค้า
ขณะเดียวกันจะเพิ่มช่องทางการจำหน่ายมากขึ้นผ่านร้านวัตสัน บู๊ทส์ บิ๊กซี เทสโก้ โลตัสให้มากขึ้น รวมไปถึงมีแผนจะจับมือกับพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อเปิดช่องทางการขายสินค้าของบริษัท โดยจะเปิดตัวได้ในเดือน มิ.ย.-ก.ค.ปีนี้
ดนัย กล่าวอีกว่า บริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนาแพลตฟอร์มโมบายหรือการพัฒนาแอพพลิเคชั่น มิสทิน เพื่อให้สมาชิกสามารถเลือกหาสินค้าได้ง่ายขึ้น คาดว่าจะเริ่มใช้ได้ในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปโดยหันมาสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น 30-40% จากปัจจุบันที่ยังที่การซื้อผ่านช่องทางออนไลน์มีเพียง 17%
นอกจากนี้ จะให้ความสำคัญกับการทำตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะพม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งปีที่ผ่านมายอดขายในพม่าเติบโต 38% ถือว่าเติบโตสูงสุดในรอบ 5 ปี กัมพูชาเติบโตเท่าตัว ลาวเติบโต 20% ซึ่งในปีนี้บริษัทได้วางกลยุทธ์เพื่อส่งเสริมการขายในตลาดประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะหรือผลิตเพื่อขายในแต่ละประเทศ ส่วนตลาดยุโรป และรัสเซีย ปัจจุบันนั้นเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากเศรษฐกิจในยุโรปและรัสเซียนั้นกำลังฟื้นตัว ขณะที่เงินบาทไทยแข็งค่า
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 จะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากเชื่อว่าแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านโครงการต่างๆ โดยเฉพาะสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ ภาคการเกษตรเริ่มกลับมามีราคาดีขึ้น ทำให้กำลังซื้อในตลาดเพิ่มขึ้น







