"โมะริคาซุ ชกคิ" ดันมิตซูบิชิสู่ฮับอาเซียน
มิตซูบิชิ ประเทศไทย ต้องเป็นอาเซียนเซ็นเตอร์ ในการพัฒนารถยนต์เพื่อผลิตและจำหน่ายในภูมิภาคอาเซียน
โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์
หลังการเข้ารับตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) คนใหม่มาตั้งแต่เดือน ม.ค. โมะริคาซุ ชกคิ ก็เร่งเดินเครื่องผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตในระดับภูมิภาคตามนโยบายที่วางไว้ในทันที
“เป็นหน้าที่ที่สำคัญมากในการเข้ามารับตำแหน่งนี้ในประเทศไทย ที่ถือได้ว่าเป็นตลาดใหญ่แห่งหนึ่งของโลกและฐานสำคัญด้านการส่งออกของบริษัท ซึ่งจากนี้ไป มิตซูบิชิ ประเทศไทย ต้องเป็นอาเซียนเซ็นเตอร์ ในการพัฒนารถยนต์เพื่อผลิตและจำหน่ายในภูมิภาคอาเซียน”ชกคิ กล่าว
นอกจากนั้น ปัจจุบันประเทศไทยมีการผลิตเพื่อการส่งออกไปยัง 150 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจะต้องเสริมการส่งออกสิ้นส่วนจากประเทศไทยเพื่อสนับสนุนการผลิตของมิตซูบิชิประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ซึ่งเร็วๆ นี้บริษัทจะมีการเปิดศูนย์ทดสอบและวิจัยพัฒนาที่ใช้เงินลงทุนมูลค่า 500 ล้านบาท ขึ้นในประเทศไทย
ทั้งนี้ ช่วงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ได้เริ่มการส่งออก มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ไปยังตลาดใหม่ ได้แก่ เม็กซิโก นอกเหนือจากตลาดที่มีการส่งออกเดิมในแถบทวีปยุโรปและออสเตรเลีย โดยเชื่อว่ารถกระบะรุ่นดังกล่าวจะช่วยผลักดันยอดให้ถึงเป้าหมายการส่งออกที่คาดว่าจะอยู่ที่ 3.4 แสนคัน สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่อยู่ที่ 3.1 แสนคัน รวมถึงจะมีส่วนช่วยในการเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดรถกระบะในประเทศไทยได้เพิ่มขึ้นเป็น 8% จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 7.4% ของตลาด
ในปีที่ผ่านมาบริษัทมียอดขายรวมอยู่ที่ 6.3 หมื่นคัน โดยปีก่อนถือได้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัวซึ่งฟื้นตัวที่ไม่ดีเท่าที่ควร ทั้งจากราคาพืชผลการเกษตร หนี้ภาคครัวเรือน ที่เป็นปัจจัยลบส่งผลให้เกิดการแข่งขันจากคู่แข่งที่ใช้กลยุทธ์ในการแข่งขันด้านราคาและโปรโมชั่น อีกทั้งความเข้มงวดของสถาบันการเงิน (ไฟแนนซ์) ที่ภาพรวมตลาดต้องเจอ
ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายรวมอยู่ที่ 7 หมื่นคัน แบ่งเป็นสัดส่วน รถกระบะ 55% รถกระบะดัดแปลง (พีพีวี) 15% รถอีโคคาร์และอื่นๆ 30% จากปีก่อน รถกระบะ 50% รถกระบะดัดแปลง (พีพีวี) 12% รถอีโคคาร์และอื่นๆ 38% ซึ่งเป้ายอดขายสูงขึ้นจากปีก่อนจากการประเมินถึงการฟื้นตัวทางด้านเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง จากการใช้งบประมาณการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงทำให้เชื่อว่าปีนี้่จะดีกว่าปีก่อนอย่างแน่นอน แต่จะไม่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยคาดว่าภาพรวมตลาดรถยนต์ในปีนี้จะอยู่ที่ 9 แสนคัน สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่อยู่ที่ 8.7 แสนคัน
หากมองย้อนกลับไปในปี 2555 ประเทศไทยมียอดขายอยู่ที่ 1.44 แสนคัน สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในโลกเมื่อเทียบกับมิตซูฯ ประเทศอื่นๆ เป็นผลมาจากโครงการคืนภาษีรถคันแรก ซึ่งประเทศไทยมีความสำคัญมาตลอด แม้ปัจจุบันยอดขายเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ จะอยู่อันดับที่ 5 ก็ตาม แต่เชื่อว่าประเทศไทยยังมีอัตราการเติบโตในระดับสูงอยู่อย่างต่อเนื่องหลังจากนี้ จึงหวังว่าอยากให้ประเทศไทยกลับขึ้นไปสู่อันดับ 1 ด้านยอดขายอีกครั้งในเร็ววันนี้
ด้านกำลังการผลิตในประเทศไทยยังเป็นอันดับ 1 ที่กำลังการผลิตสูงสุด 4.2 แสนคัน เมื่อเทียบกับ 3 โรงงานรวมกันของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันโรงงานในประเทศไทยใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 90% หรืออยู่ในระดับ 3.7 แสนคัน ในปีนี้
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายดังกล่าว บริษัทมองว่าจะต้องมีการให้ความสำคัญด้านบริการหลังการขายเพิ่มขึ้น ซึ่งตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการตั้งสำนักพัฒนาธุรกิจในประเทศไทยขึ้นมา เพื่อพัฒนาด้านบริการหลังการขายและการดูแลผู้บริโภค เพื่อสร้างแบรนด์มิตซูบิชิให้ได้รับความไว้วางใจ ไปตลอด
สำหรับการสนับสนุนเทคโนโลยี รถยนต์ไฟฟ้า กรรมการผู้จัดการใหญ่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) มองว่า ควรจะมีการสนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีให้กับผู้ซื้อและผู้ขายในอนาคต รวมถึงระบบโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ สถานีชาร์จไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งในหลายประเทศได้มีมาตรการสนับสนุนลักษณะดังกล่าวให้เกิดปริมาณความต้องการการใช้งานและการจูงใจผู้ผลิต
แต่สำหรับประเทศไทยมองว่า อยู่ระหว่างช่วงศึกษาความเป็นไปได้และจะต้องได้รับการพัฒนาร่วมกันอีกหลายฝ่าย โดยเฉพาะการผลิตแบตเตอรี่ ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในรถยนต์ไฟฟ้าที่ในประเทศไทยยังไม่มีการผลิตในประเทศ
ส่วนการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2559 นั้น บริษัทต่างๆ จะต้องปรับตัว เนื่องจากอาจมีหลายรุ่นได้รับผลกระทบและมีการปรับขึ้นราคา ที่เห็นได้ชัดคือ รถกระบะดัดแปลง (พีพีวี) ซึ่งต้องจับตามองการแข่งขันในตลาดดังกล่าว และบริษัทได้มีแผนพัฒนาศึกษาด้านการผลิตภัณฑ์เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่เช่นกัน







