
ยอดเอสเอ็มอีไตรมาสแรกวูบ
ธุรกิจบัณฑิตย์เผยยอดขายเอสเอ็มอีไตรมาสแรกวูบ 18-32% ระบุรัฐแก้ปัญหาไม่ถูกจุด
ธุรกิจบัณฑิตย์เผยยอดขายเอสเอ็มอีไตรมาสแรกวูบ 18-32% ระบุรัฐแก้ปัญหาไม่ถูกจุด
นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า ผลสำรวจภาคธุรกิจเอสเอ็มอีในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ พบว่า มีเอสเอ็มอีประมาณ 2 ล้านราย กำลังได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัวลงในระดับที่แตกต่างกัน โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดเป็นธุรกิจรายย่อยมียอดขายลดลง 32% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ธุรกิจรายเล็ก ยอดขายลดลง 24% และธุรกิจขนาดกลางยอดขายลดลง 18%
สำหรับสาเหตุหลักที่ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอียอดขายลดลง มาจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศยังไม่ฟื้นตัว และกำลังซื้อในประเทศลดลงต่อเนื่อง และชะลอตัวมาประมาณ 20 เดือนแล้ว เพราะผู้บริโภคไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจจึงระมัดระวังในการใช้จ่ายเลือกซื้อสินค้าที่จำเป็นคาดว่า จากนี้ไปผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เน้นทำตลาดในประเทศจะขายสินค้าได้ยากขึ้น
ขณะที่ผลสำรวจพบกว่า เอสเอ็มอีรายย่อยที่มีจำนวนแรงงานไม่เกิน 5 คน กระทบมากที่สุด มีสภาพคล่องลดลงเหลือ 15 วัน จากปีก่อนมีสภาพคล่อง 30 วัน เอสเอ็มอีกลุ่มนี้สามารถอยู่รอดได้ต่อไป แต่ธุรกิจไม่เติบโต ส่วนจะปิดกิจการหรือไม่นั้น ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จะเป็นวัฏจักรที่เอสเอ็มอีจะปิดกิจการในสัดส่วน 30% ของเอสเอ็มอีทั้งหมด ถือเป็นสถานการณ์ปกติ แนวโน้มการปิดกิจการไม่น่าจะสูงขึ้น
“การปรับตัวของผู้ประกอบการในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ได้ทำการลดราคาสินค้า การใช้โซเชียลมีเดียช่วยโฆษณาและทำตลาด การปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ” นายเกียรติอนันต์ กล่าว
ทั้งนี้ ธุรกิจเอสเอ็มอีที่มียอดขายลดลงจะเป็นกลุ่มภาคการผลิต ทั้งเฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า สิ่งทอ อาหาร ท่องเที่ยว โรงแรม และธุรกิจสุขภาพเพื่อความงามที่ไม่ใช้สินค้าระดับบน (พรีเมียม) โดยการปรับตัวของผู้ประกอบการนั้น ต้องการแนะนำให้ผู้ประกอบการขยายตลาดไปในอาเซียน ที่มีอัตราการเศรษฐกิจขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) 5-7% บริหารสภาพคล่องให้ดีที่สุด เน้นผลิตสินค้าที่ขายดีและทำตลาดเฉพาะกลุ่ม
นายเกียรติอนันต์ กล่าวว่า การแก้ปัญหาเอสเอ็มอีของรัฐบาลถือว่าดำเนินนโยบายได้ถูกทางแล้ว แต่ยังไม่ถูกจุด สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ การแก้ปัญหาเอสเอ็มอีเฉพาะกลุ่ม เน้นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่และเชื่อมโยงกับธุรกิจอื่น เช่น เฟอร์นิเจอร์และรัฐบาลต้องดึงตลาดที่มีศักยภาพเข้ามาช่วยขยายกลุ่มลูกค้าให้เอสเอ็มอี







