posttoday
กระเป๋าเดินทาง ‘คาจิโอนี่’  งานสร้างแบรนด์ผสาน

กระเป๋าเดินทาง ‘คาจิโอนี่’ งานสร้างแบรนด์ผสาน

22 เมษายน 2558

อีกหนึ่งผู้ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมผลิตสินค้า “กระเป๋าเดินทาง” ที่ปรับตัวจากผู้รับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ต่างๆ และสินค้าพรีเมียมให้กับหน่วยงาน องค์กร หลายแห่งมานานกว่า 67 ปี มาสู่การเป็นเจ้าของกระเป๋าเดินทางภายใต้แบรนด์ “คาจิโอนี่” (Caggioni) ที่เชื่อว่าการทำตลาดสินค้าที่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง ควบคู่ไปกับประสบการณ์และความชำนาญด้านการผลิตที่มีอยู่ คือ วิสัยทัศน์สำคัญที่จะทำให้ธุรกิจอยู่ได้ยาวนาน

อีกหนึ่งผู้ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมผลิตสินค้า “กระเป๋าเดินทาง” ที่ปรับตัวจากผู้รับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ต่างๆ และสินค้าพรีเมียมให้กับหน่วยงาน องค์กร หลายแห่งมานานกว่า 67 ปี มาสู่การเป็นเจ้าของกระเป๋าเดินทางภายใต้แบรนด์ “คาจิโอนี่” (Caggioni) ที่เชื่อว่าการทำตลาดสินค้าที่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง ควบคู่ไปกับประสบการณ์และความชำนาญด้านการผลิตที่มีอยู่ คือ วิสัยทัศน์สำคัญที่จะทำให้ธุรกิจอยู่ได้ยาวนาน

กอบกุล ฟอน ฮาร์ตมัน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท บลูไลท์ อุตสาหกรรม ผู้ผลิตและทำตลาดกระเป๋าเดินทางแบรนด์คาจิโอนี่ (Caggioni) ในฐานะรุ่น 2 เล่าถึงการบริหารธุรกิจในรุ่นของเธอ ที่ค่อนข้างแตกต่างไปจากช่วงบุกเบิกพอสมควร ด้วยการผลิตกระเป๋าเดินทางในไทยเมื่อกว่า 60 ปีก่อนนั้นยังไม่มีคู่แข่งมากนัก ต่างกับในปัจจุบันที่รูปแบบการตลาดเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะการเข้ามาของผู้ผลิตรายใหญ่อย่างจีน ที่มีจุดแข็งด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า

ขณะที่ “ต้นทุน” ถือเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้ผลิตไทยส่วนใหญ่ที่เป็นเอสเอ็มอีที่มีการทำตลาดส่งออก โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐอเมริกาที่ผู้ซื้อ (บายเออร์) จะพิจารณาถึงต้นทุนสินค้าต่อชิ้นภายใต้งบประมาณการจัดซื้อที่กำหนดไว้อยู่แล้ว จึงทำให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการรายย่อยหลายรายเริ่มชะลอการทำตลาดส่งออก ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากปัญหาดังกล่าวที่สวนทางกับต้นทุนการผลิตสินค้าของไทยที่ปรับเพิ่มขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

เธอเล่าว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิตในไทยพอสมควร แต่ในส่วนของบริษัทค่อนข้างโชคดีที่ได้มีการปรับตัวก่อนหน้านี้ โดยหันมาสร้างแบรนด์คาจิโอนี่เป็นของตัวเอง เพื่อทำตลาดทั้งในและต่างประเทศมานานร่วม 12 ปี จนถึงในวันนี้ แบรนด์ดังกล่าวค่อนข้างมีความแข็งแกร่งและเป็นที่รู้จักและยอมรับในด้านคุณภาพสินค้าที่เทียบเท่ากับกระเป๋าเดินทางแบรนด์เนมต่างประเทศ

“การสร้างแบรนด์คาจิโอนี่ออกมา ถือเป็นหัวใจสำคัญต่อการทำตลาดสินค้ากระเป๋าเดินทาง ที่เข้ามาเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าที่เราเป็นผู้ผลิต จากเดิมที่มีโนว์ฮาวอยู่แล้ว” กอบกุล กล่าว

ขณะที่ในช่วงแรกของการสร้างแบรนด์นั้นจะไปพร้อมกับการออกแบบ “ดีไซน์” ผลิตภัณฑ์ที่หวือหวา โดยเปิดตัวแบรนด์ด้วยบุคลิกของความเป็น “แฟชั่น ลักเกจ” (Fashion Luggage) ที่มีความทันสมัย ด้วยเป็นสินค้าภาพลักษณ์ของผู้ใช้งานที่นำออกไปยังสถานที่ต่างๆ ได้ทั่วโลก ซึ่งการวางตำแหน่งการออกแบบสินค้าดังกล่าว ถือเป็นคีย์ ซักเซส ในการสร้างแบรนด์คาจิโอนี่ไปยังกลุ่มเป้าหมายให้จดจำได้ตลอดช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา

ปัจจุบันแบรนด์คาจิโอนี่กำลังเติบโตขึ้นไปอีก บริษัทจึงวางตำแหน่งแบรนด์ใหม่ให้มีความเป็นผู้ใหญ่ ดูเป็นมืออาชีพ ที่จะไม่พูดด้วยดีไซน์ แต่จะสื่อผ่านรูปลักษณ์สินค้าภายใต้คุณภาพที่เข้ามารับประกันความพอใจในการใช้งานให้กับลูกค้า เพื่อขยายการทำตลาดออกไปได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมองถึงการพัฒนากระเป๋าเดินทางนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดรับกับแนวโน้มตลาดในอนาคต ที่ผู้บริโภคหันมาเลือกซื้อสินค้าที่ใช้วัสดุธรรมชาติมากขึ้น โดยล่าสุดได้ร่วมกับพันธมิตรบริษัท ไออาร์พีซี รับซื้อวัตถุดิบจากยางธรรมชาติแทนยางสังเคราะห์ เป็นวัตถุดิบใหม่ที่เรียกว่าโพลีคาร์บอเนต (Poly Carbonate) หรือ พีที 100% เพื่อนำมาใช้ในการผลิตกระเป๋าเดินทางในคอลเลกชั่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ “อีโค ลักเกจ” ออกสู่ตลาด

พร้อมกันนี้บริษัทยังให้ความสำคัญในด้าน “คุณภาพสินค้า” เพื่อสร้างจุดเด่นที่แตกต่างไปจากคู่แข่งที่มีราคาต้นทุนการผลิตต่ำกว่าอย่างผู้ผลิตจากจีน โดยบริษัทเซ็นสัญญากับพันธมิตร “ฮิโนโมโตะ” ผู้ผลิตชิ้นส่วนล้อลาก และกุญแจสำหรับกระเป๋าเดินทางรายใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาสินค้าและขยายตลาดในญี่ปุ่นมากขึ้น

สำหรับภาพรวมธุรกิจกระเป๋าเดินทางในช่วงที่ผ่านมามีอัตราเติบโตสูง ปัจจัยหลักการเข้ามาของสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์แอร์ไลน์) ทำให้การเดินทางทั้งภายในและระหว่างประเทศสะดวกขึ้น โดยผู้บริโภคหันมาใช้งานกระเป๋าเดินทางแบบล้อเลื่อนมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสของกระเป๋าแบรนด์
คาจิโอนี่ด้วย

ปัจจุบันตลาดกระเป๋าเดินทางคาดมีมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท ปีนี้คาดตลาดเริ่มถึงจุดอิ่มตัว เห็นได้จากกำลังซื้อในช่วงต้นปีที่ผ่านมาถึงในขณะนี้ค่อนข้างนิ่ง โดยในปีก่อนบริษัทมีอัตราเติบโตกว่า 20% มีรายได้ 320 ล้านบาท และจากการปรับตัวทางธุรกิจ พร้อมผลิตสินค้าไลน์ใหม่ๆ คาดทำให้ในปีนี้จะมีอัตราเติบโตราว 10% ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้จากการรับจ้างผลิต 70% และรายได้จากการทำตลาดแบรนด์ตัวเอง 30%

จากการเห็นสัญญาณทางธุรกิจ พร้อมปรับตัวด้วยการสร้างแบรนด์ขนานไปกับการออกแบบ ที่ทำให้บริษัท บลูไลท์ฯ สามารถยืนหยัดได้ในตลาดกว่า 6 ทศวรรษ

แนวคิดธุรกิจ

พัฒนาแบรนด์ตัวเอง

ให้ความสำคัญด้านออกแบบ

พัฒนาสินค้าใหม่ทันกับกระแส

ผนึกพันธมิตรเสริมแกร่งสินค้า

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก