
ท้องถิ่นไม่ปลื้มสิทธิประโยชน์ อุ้มรายใหม่-ลืมรายเดิม
ความคืบหน้าของนโยบายพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในมุมมองของภาครัฐเวลานี้ ถือว่ามีความชัดเจนไปมากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกำหนดพื้นที่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค โดยเฉพาะการสร้างระบบคมนาคมขนส่ง และการกำหนดสิทธิประโยชน์พิเศษที่จะได้รับ
ความคืบหน้าของนโยบายพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในมุมมองของภาครัฐเวลานี้ ถือว่ามีความชัดเจนไปมากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกำหนดพื้นที่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค โดยเฉพาะการสร้างระบบคมนาคมขนส่ง และการกำหนดสิทธิประโยชน์พิเศษที่จะได้รับ
ทว่าในมุมมองของเอกชนกลับประสานเสียงว่า “ยังไม่ชัดเจน” ซึ่งความไม่ชัดเจนดังกล่าวคือ “ความพิเศษ” ที่จะได้รับ มีความพิเศษจากสิทธิประโยชน์ที่เคยได้รับการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อย่างไรบ้าง
ชัยวัฒน์ วิทิตธรรมวงศ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตาก ตั้งคำถามถึงรัฐบาลว่า ถ้ารัฐบาลคิดว่าสิทธิประโยชน์ที่ประกาศออกมามีความพิเศษเพียงพอแล้ว ทำไมต้องไปขอความร่วมมือให้เอกชนรายใหญ่อย่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และเครือสหพัฒน์ เข้าไปนำร่องลงทุนในพื้นที่ก่อน
“หากคิดแบบนี้ก็ถือว่าผิดและล้มเหลวตั้งแต่แรก แบบนี้อย่าทำจะดีกว่า เพราะถ้าสิทธิประโยชน์น่าสนใจจริง ไม่ต้องรอให้เชิญชวน ภาคเอกชนก็พร้อมที่จะกระโดดใส่อยู่แล้ว” ชัยวัฒน์ ชี้
อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมา มีนักลงทุนจากต่างประเทศ 3-4 ราย ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเสื้อผ้าสนใจสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน จ.ตาก แต่ถึงตอนนี้ก็ไม่มีความคืบหน้าว่าจะลงทุนหรือไม่
พร้อมกันนี้ ชัยวัฒน์ยังย้ำว่า หากรัฐบาลต้องการเห็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.ตาก อย่างเป็นรูปธรรมภายในสิ้นปี 2558 ก็จะต้องสร้างความชัดเจนในเรื่องที่เอกชนยังคาใจภายใน 6 เดือนนับจากนี้ เพื่อจะได้เดินหน้าตามแผนที่กำหนดไว้
สำหรับมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่รัฐบาลประกาศเพื่อดึงดูดให้เข้าไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนนั้น กิจการที่ได้รับการส่งเสริมโดยบีโอไอจะได้รับยกเว้นภาษีเงินสูงสุด 8 ปี หากเป็นกิจการ
เป้าหมายใน 13 กลุ่มกิจการจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีอีก 50% ต่ออีก 5 ปี อนุญาตให้ใช้แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือในกิจการที่ได้รับการส่งเสริม หักค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และค่าประปา 2 เท่า หักค่าติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกได้ 25% ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต
ขณะที่กิจการที่ไม่ได้รับบีโอไอจะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้จาก 20% เหลือ 10% เป็นเวลา 10 ปี พร้อมกับมาตรการทางการเงิน โดยการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของธนาคารออมสินและมีการค้ำประกันจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)ส่วนเรื่องการอนุญาตใช้แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือ และการหักค่าใช้จ่ายในการลดหย่อนภาษีอยู่ในอัตราเดียวกัน
ทั้งนี้ กิจการเป้าหมายใน 13 กลุ่มกิจการ ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมการเกษตร ประมง และกิจการที่เกี่ยวข้อง 2.เซรามิก 3.อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่มและเครื่องหนัง 4.การผลิตเครื่องเรือน 5.อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ 6.การผลิตเครื่องมือแพทย์ 7.อุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องจักรและชิ้นส่วน 8.อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 9.การผลิตพลาสติก 10.การผลิตยา 11.กิจการโลจิสติกส์ 12.นิคมหรือเขตอุตสาหกรรม และ 13.กิจการสนับสนุนการท่องเที่ยว
ชัยวัฒน์ ยังอธิบายต่อว่า หากมองในส่วนของ จ.ตาก สิทธิประโยชน์ที่ให้ก็ยังน้อยเกินไป เพราะเมื่อพิจารณาสิทธิประโยชน์ที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.ตาก จะได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามประกาศของบีโอไอ ฉบับที่ 4 พบว่ามีเพียงผู้ประกอบการรายใหม่ที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่เท่านั้นจึงจะได้ ซึ่งไม่รวมถึงผู้ประกอบการรายเก่าที่มีการลงทุนในพื้นที่อยู่แล้วประมาณ 400-500 ราย อาจทำให้เกิดความเสียเปรียบทางธุรกิจได้
ขณะเดียวกันสิทธิประโยชน์ดังกล่าวก็ไม่แตกต่างจากสิทธิประโยชน์เดิมที่ จ.ตาก เคยได้รับ สมัยส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เขต 3 ก่อนจะยกเลิกไป ซึ่งหากผู้ประกอบการรายเก่าต้องการได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวด้วย ก็จะต้องไปจดทะเบียนยกเลิกก่อนยื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่
สำหรับด้านแรงงาน ผู้ประกอบการรายเดิมในพื้นที่มีการใช้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้วซึ่งการประกาศสิทธิประโยชน์เรื่องการใช้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านแบบเช้าไปเย็นกลับในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการกลุ่มเดิม
“ความพิเศษหลักๆ ที่ภาคเอกชนต้องการคือ ไม่ต้องการให้มีนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ เนื่องจากการมีนิคมอุตสาหกรรมทำให้ต้องใช้กฎหมายการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ ซึ่งเมื่อมีปัญหาใดเกิดขึ้น คนในพื้นที่จะเข้าไปแก้ไขไม่ได้” ชัยวัฒน์ อธิบาย
นอกจากนี้ ยังต้องการให้ภาครัฐเพิ่มสิทธิพิเศษด้านภาษีต่างๆ ให้แก่ผู้ประกอบการรายเดิมในพื้นที่ จ.ตาก มากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมสิ่งทอกว่า 80%
“การหารือเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน เน้นพูดถึงแต่เรื่องการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว แต่ไม่เคยมีการพูดถึงด้านสังคม การศึกษาและสิ่งแวดล้อมที่จะตามมาในพื้นที่ รวมทั้งที่ผ่านมารัฐบาลยังเน้นให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนรายใหม่เท่านั้น จนลืมผู้ประกอบการรายเก่าในพื้นที่ทำให้เกิดการเสียเปรียบทางการค้า” ชัยวัฒน์ ทิ้งท้าย
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงแผนเขตเศรษฐกิจพิเศษในอนาคต ว่า สศช.จะเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษตอนใน โดยพิจารณาถึงพื้นที่ที่มีศักยภาพและมีจุดเด่นที่เหมาะสมในการส่งเสริม เช่น พื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา โดยการส่งเสริมเป็นอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน เช่น อุตสาหกรรมไฮเทค อีกทั้งจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการในการส่งเสริมการลงทุนของเอกชนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่ทำหน้าที่ชักชวนเอกชนมาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะมีองค์ประกอบจากภาคเอกชนเป็นหลัก







