
การนำอัตราส่วนทางการเงินส่วนบุคคล (งบดุลส่วนบุคคล) ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต
โดย...จันทร์ฉาย อังศมาพร
โดย...จันทร์ฉาย อังศมาพร
ได้มีโอกาสได้เข้าไปอบรมหลักสูตร CFP (Certified Financial Planner Program) วิชาชีพนักวางแผนการเงิน เรื่องที่คิดว่ามีประโยชน์กับบุคคลทั่วไป และนำไปใช้ได้อย่างดีคือ เรื่องอัตราส่วนทางการเงินส่วนบุคคล เพราะด้วยอัตราดังกล่าวนี้ ทำให้เราสามารถจัดการเรื่องการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะอะไร ลองมาศึกษากันรายตัวว่านำไปใช้อย่างไร ตัวแรกเป็นเรื่องงบดุลส่วนบุคคล ซึ่งประกอบด้วย 3 รายการ คือ
สินทรัพย์ หนี้สิน และความมั่งคั่งสุทธิที่ชื่นชอบ คือประโยคที่ว่า ความมั่งคั่งสุทธิ คือมูลค่าสินทรัพย์ที่เหลือหลังจากการชำระภาระผูกพัน คือหนี้สินทั้งระยะยาวและระยะสั้นเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะเหลือเป็นความมั่งคั่งสุทธิ ซึ่งอันนี้แหละจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนคือว่า หากไม่มีอะไรพลิกผันในที่นี้ คือ ไม่มีวิกฤตการณ์ทั้งในภาพใหญ่ (ระดับประเทศหรือระดับโลก อาทิ วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์) และภาพย่อย (ระดับครอบครัว เช่น บุคคลในบ้านประสบอุบัติเหตุและต้องล้มป่วยกะทันหันด้วยโรคร้ายแรง หรือมีภาวะที่ต้องใช้เงินเร่งด่วนไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม)
ความมั่งคั่งบ่งบอกเพียงความร่ำรวยโดยตัวเลข ซึ่งทำให้เราทราบว่าเราควรจะจัดการกับความมั่งคั่งดังกล่าวให้กลายเป็นกระแสเงินสดรับได้ในอนาคตได้มากน้อยเพียงใด อาทิ ถ้าเรารู้ว่าหักหนี้สินออกหมดแล้ว เราเหลือความมั่งคั่งสุทธิที่ 6 ล้านบาท เราควรไปซื้อทรัพย์สินที่ต่อยอดให้เรามีรายได้แหล่งที่สอง รองจากแหล่งรายได้หลักเราหรือไม่ หรือมันเหลือเพียงหลักแสน เราจะได้ทราบว่าเราต้องออมเพิ่มขึ้นหรือใช้จ่ายให้น้อยลงในด้านค่าใช้จ่ายส่วนตัวหรือไม่อย่างไร
แต่มันจะค่อนข้างวิกฤตมากหากเรามีความมั่งคั่งสุทธิติดลบ หรือมีเหลือเพียงแค่หลักแสนทั้งที่มีรายจ่ายต่อปีอยู่ที่หลักล้าน อันนี้น่าคิด เนื่องจากผู้เขียนผ่านวิกฤตการณ์ทั้งต้มยำกุ้ง และวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์มาแล้ว โชคดีที่ผู้เขียนเองไม่ตกงานในช่วงของวิกฤตการณ์ หากเป็นเช่นนั้น เห็นทีจะมีงบดุลติดลบและยังไม่มีเสถียรภาพทางการเงินเช่นทุกวันนี้ อันนี้หมายถึงว่า เมื่อมีวิกฤตการณ์เกิดขึ้น มักจะมีการขอคืนสินเชื่อจากสถาบันการเงินหากเป็นธุรกิจส่วนตัวและใช้เงินหมุน ส่วนมนุษย์เงินเดือนจะมีปฏิกิริยาอันหนึ่งเกิดขึ้นคือ การผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งหากคนที่เป็นรายได้หลักของครอบครัวยังไม่ล้มหายตายจาก ก็ยังไม่เกิดวิกฤตในครอบครัว แต่เมื่อมีคนในครอบครัวล้มหายตายจาก หรือทุพพลภาพขึ้นกะทันหัน อันนี้แหละความมั่งคั่งสุทธิจะเริ่มมีบทบาทอย่างชัดเจนมากขึ้น จะมีการนำเอาสินทรัพย์ที่มีอยู่อันได้แก่
1.สินทรัพย์สภาพคล่องอันได้แก่ เงินสด บัญชีเงินฝากต่างๆ ตั๋วแลกเงิน อัตราส่วนที่บุคคลทั่วไปควรรู้ คือ อัตราส่วนสภาพคล่องพื้นฐานต่อกระแสเงินสดจ่ายต่อเดือน ควรจะอยู่ที่ 3-6 เดือน อันนี้ความหมายค่อนข้างชัดเจนสำหรับคนที่มีประสบการณ์ตรง คือ เมื่อมีวิกฤตการณ์ทำให้ต้องตกงาน เรายังสามารถดำรงอยู่ได้ระหว่างหางานในเวลาอีก 6 เดือนเป็นอย่างมาก ดังนั้นวันที่เราตกงานหากเรามีเตรียมไว้ เราไม่ต้องพึ่งญาติหรือพี่น้องเราสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเราเอง และหางานไปด้วยในขณะเดียวกัน
2.สินทรัพย์เพื่อการออมและการลงทุนอันได้แก่ กองทุนรวมที่ลงทุนไว้ หุ้นที่ซื้อไว้เพื่อกินเงินปันผล กองทุนสำรองเลี้ยงชีพระยะยาว (LTF) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อการเกษียณ (RMF) พันธบัตร หุ้นกู้ กรมธรรม์ที่มีมูลค่าเวนคืน ที่ดิน คอนโดหรือบ้านที่ซื้อไว้เพื่อการลงทุน เช่น ไว้ให้เช่าหรือขายในอนาคต สุดท้ายคือทองคำหรือเพชรที่ซื้อไว้ลงทุน
อัตราส่วนที่เหมาะสม คือ เงินออมหารด้วยรายได้รวม ต้องไม่ต่ำกว่า 10% ยกตัวอย่างรายได้รวมทั้งปีอยู่ที่ 5 แสนบาท ควรมีเงินออมไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นบาทเป็นอย่างต่ำ ยิ่งมากยิ่งดี ไม่ควรลงทุนในอย่างใดอย่างหนึ่งเยอะเกินไป อาทิ หากอายุยังไม่มาก ควรลงทุนใน LTF มากกว่า RMF เนื่องจาก RMF เป็นเงินที่ถูกออมไว้เมื่ออายุ 55 ปีขึ้นไป ถึงเอาออกมาใช้ได้ ควรลงทุนสินทรัพย์อื่นๆ ผสมกันไป ให้ได้อย่างน้อยปีละ 5 หมื่นบาท อาจจะซื้อประกันชีวิตบ้าง ลงทุน LTF บ้าง และซื้อทองคำไว้บ้าง ทำอย่างนี้ทุกปีไปเรื่อยๆ เป็นการสะสมแหล่งเงินสำรองไว้ใช้ยามจำเป็น
3.สินทรัพย์ที่ใช้ส่วนตัว ซึ่งได้แก่ เสื้อผ้า เครื่องประดับ และของสะสมต่างๆ กระเป๋า ยานพาหนะที่ใช้ และบ้านที่อยู่อาศัย อันนี้ต้องขอบอกว่าสินทรัพย์ที่ควรลงทุนเป็นอันดับแรก คือ บ้านที่อยู่อาศัยของเรา ส่วนเสื้อผ้าและเครื่องประดับให้ความสำคัญในระดับที่น้อยลงไป โดยการผ่อนบ้านเป็นเรื่องจำเป็นในอันดับแรก และพยายามที่จะลดต้นเพื่อลดดอกเบี้ยให้เร็วที่สุด
ซึ่งเมื่อมีเหตุการณ์คับขันเกิดขึ้นในครอบครัว การดึงแหล่งสินทรัพย์หรือทรัพย์สินมาใช้จะเริ่มจากสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องที่มากที่สุด จนถึงสภาพคล่องน้อยที่สุดคือการปล่อยออกได้ยากที่สุด จนกระทั่งได้เงินครบที่จำเป็นต้องใช้ ณ เวลานั้นแล้วเหตุการณ์อะไรบ้างที่เราอาจจะต้องประสบพบเจอ ที่เคยเห็น ที่เคยมีประสบการณ์จากเพื่อนบ้าง คนในครอบครัวบ้างก็เห็นจะเป็น
1.ตกงานหรือกิจการที่ทำอยู่เกิดสภาพฝืดเคือง
- ข้อนี้ถ้าเราตกงาน 6 เดือน เรามีค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้เท่าไร ในเวลา 6 เดือน หรือสั้น หรือยาวกว่านั้น เตรียมเงินไว้หรือยัง ต้องเจรจากับธนาคาร หรือบริษัทผู้ปล่อยสินเชื่อเพื่อผ่อนน้อยลงหรือไม่ ต้องขายคืนกรมธรรม์ที่มีมูลค่าเวนคืนเพื่อมาใช้จ่ายหรือไม่ สินทรัพย์บางอย่างรอการขาย ไปขอกู้มาก่อนได้หรือไม่ อัตราดอกเบี้ยเท่าไร ทองที่มีอยู่นำมาขายเพื่อใช้จ่ายได้กี่เดือน
2.คนในครอบครัวป่วยกะทันหัน และต้องเตรียมค่าใช้จ่ายไว้รักษา เพราะประกันชีวิตที่ทำไว้คุ้มครองไม่พอ หรือการป่วยนั้นเป็นสภาพที่ยืดเยื้อ
- ข้อนี้ต้องเริ่มต้นด้วยว่าเรามีงบที่จะรักษาเท่าไร หากไม่มาก เราต้องเริ่มที่โรงพยาบาลรัฐ แต่ถ้ามันเร่งด่วน เช่น ต้องผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออกทันที อันนี้ก็ต้องเร่งด่วน แล้วดูว่าที่ไหนที่เราพอจะจัดการกับค่าใช้จ่ายได้ ต้องเอาแหล่งเงินมาจากแหล่งไหน สินทรัพย์สภาพคล่อง สินทรัพย์เพื่อการลงทุน และสินทรัพย์ที่ใช้ส่วนตัว เตรียมไว้ ไม่เกิดไม่เป็นไร เกิดมาแล้วใครจะช่วยเราคะ ถ้าเราไม่วางแผนไว้ เชื่อเถอะค่ะ การวางแผนและลงมือทำโดยมีการคาดการณ์ไว้ 3 แบบ ตั้งแต่ดีเลิศ มาตรฐาน และเลวร้ายอย่างสุดๆ เราต้องอยู่ให้ได้และอยู่อย่างมีการวางแผนทางการเงินที่ดีและมีประสิทธิภาพค่ะ







