
รัฐธรรมนูญ... ต้องตอบโจทย์
ประเด็นร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำลังอยู่ในวาระการพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กำลังมีข้อถกเถียงทั้งที่มาของนายกฯ และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รวมไปถึงประเด็นต้องผ่านหรือไม่ผ่านประชามติเพื่อให้ประชาชนเห็นชอบก่อนนำไปประกาศใช้ ซึ่งผมคงไม่แสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้เพราะมีผู้รู้ให้ความคิดเห็นไปมากแล้ว แต่พยายามจะสื่อสารถึงผู้อ่านว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คสช. เกิดภายใต้สถานการณ์ไม่ปกติ
ประเด็นร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำลังอยู่ในวาระการพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กำลังมีข้อถกเถียงทั้งที่มาของนายกฯ และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รวมไปถึงประเด็นต้องผ่านหรือไม่ผ่านประชามติเพื่อให้ประชาชนเห็นชอบก่อนนำไปประกาศใช้ ซึ่งผมคงไม่แสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้เพราะมีผู้รู้ให้ความคิดเห็นไปมากแล้ว แต่พยายามจะสื่อสารถึงผู้อ่านว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คสช. เกิดภายใต้สถานการณ์ไม่ปกติ
กลุ่มผู้ร่างรัฐธรรมนูญก็มาแบบไม่ค่อยปกติ ก็คงเขียนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ หากคาดหวังรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไว้สูงเกินไปก็อาจผิดหวัง
โดยส่วนตัวผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้คงไม่ใช่ฉบับสุดท้าย หากการร่างฯ เปิดช่องให้มีบทเฉพาะกาลเกี่ยวกับระยะเวลาให้สามารถแก้ไขได้ ก็คงลดกระแสความไม่เห็นด้วยได้ในระดับหนึ่ง แต่อย่าเขียนล็อกไว้จนกระดิกกระเดี้ยแก้ไขไม่ได้ก็จะกลายเป็นปัญหาในอนาคต
ทั้งนี้ ปัญหาใหญ่ของประเทศก็คือต้องการให้เดินหน้าประเทศไทยเพราะตกหลุมตกบ่ออยู่หลายปี จนส่งผลต่อการทรุดโทรมชะลอตัวของเศรษฐกิจ หากวัฏจักรการเมืองน้ำเน่าแบบเก่าๆ กลับมาพร้อมกับความวุ่นวาย เศรษฐกิจชะงักงันจนคนยากจนเพิ่มขึ้น...ก็ขอให้คนไทยอย่าลืมอะไรง่ายๆ
สิ่งสำคัญคือการมองข้ามช็อตไปสู่ “การเลือกตั้ง” ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามเขียนเพื่อป้องกันการซื้อ-ขายเสียง หรือป้องกัน สส.แบบลงคะแนนตามใบสั่งเจ้าของพรรคโดยไม่สนใจประชาชน แต่ก็อย่าร่างบทบัญญัติเกี่ยวกับการเลือกตั้งจนน่าเกลียด ทำให้ สส.และรัฐบาลที่จะ
มาในอนาคตไม่ได้รับการยอมรับจากทั้งในและนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐ ซึ่งผมต้องออกตัวก่อนว่าไม่ได้ชื่นชมความเจ้ากี้เจ้าการประเทศนี้เท่าไหร่
ลำพังสหรัฐอเมริกามีสัดส่วนการส่งออกของไทยเพียงร้อยละ 10 หรือประมาณ 7.78 แสนล้านบาท แต่สหรัฐเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ทุกประเทศต้องการค้าขาย แถมมีพวกมากมีอิทธิพลในการกดดันทั้งญี่ปุ่น ยุโรปและหลายประเทศให้รวมตัวกันแซงก์ชั่นไม่ค้าขายหรือลงทุนกับไทย
หากจะหวังค้าขายกับจีนก็คงต้องคิดหนักเพราะเป็น นักฉวยโอกาสกดราคาสินค้าไทย ดูราคายางและมันสำปะหลังเป็นตัวอย่างก็แล้วกัน
ที่ผ่านมาประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ รวมทั้งฉบับที่กำลังถกเถียงอยู่ขณะนี้มีทั้งสิ้นถึง 20 ฉบับ จากอดีตทำให้เรียนรู้ได้ว่าถึงจะเขียนหรือร่างให้ดีอย่างไรก็ถูกยกเลิก-แก้ไขหรือถูกฉีกทิ้งโดยอัศวินขี่รถถัง ซึ่งในระดับสติปัญญาของผมก็ไม่รู้ว่าจะแก้ไขได้อย่างไร เพราะกลายเป็นวัฒนธรรมการเมืองไทยคู่กับการซื้อสิทธิ-ขายเสียง แต่ “การเลือกตั้งเป็นรูปแบบการยอมรับของอารยประเทศจึงต้องมี” มิฉะนั้นไทยก็จะไม่สามารถอยู่บนเวทีการค้าโลก ซึ่งกติกากำหนดจากพวกฝรั่งที่เรา ไม่ค่อยชอบขี้หน้า แต่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจของประเทศ







