
บีทีเอสฟาดกำไร3,000-4,000ล้าน ขายอสังหาฯให้เอ็นพาร์ค
บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) จัดโครงสร้างธุรกิจเสร็จเรียบร้อย ภายหลังขายหุ้นของบริษัท บีทีเอส แอสเสทส์ (BTSA) และบริษัท ก้ามกุ้ง พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร กรุงเทพฯ และที่ดินมูลค่ารวม 9,404.08 ล้านบาท ให้กับบริษัท ยู ซิตี้ (ชื่อเดิม บริษัท แนเชอรัล พาร์ค) โดยใช้วิธีการแลกหุ้นบริษัท ยู ซิตี้ จำนวน 35.64% และใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของบริษัท ยู ซิตี้ รุ่นที่ 2 จำนวน 100,043,438,606 หน่วย
บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) จัดโครงสร้างธุรกิจเสร็จเรียบร้อย ภายหลังขายหุ้นของบริษัท บีทีเอส แอสเสทส์ (BTSA) และบริษัท ก้ามกุ้ง พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร กรุงเทพฯ และที่ดินมูลค่ารวม 9,404.08 ล้านบาท ให้กับบริษัท ยู ซิตี้ (ชื่อเดิม บริษัท แนเชอรัล พาร์ค) โดยใช้วิธีการแลกหุ้นบริษัท ยู ซิตี้ จำนวน 35.64% และใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของบริษัท ยู ซิตี้ รุ่นที่ 2 จำนวน 100,043,438,606 หน่วย
สุรยุทธ ทวีกุลวัฒน์ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการเงิน บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ กล่าวว่า การขายทรัพย์สินครั้งนี้ บริษัทจะมีกำไรทางบัญชีประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้ในเดือน เม.ย. หรือในไตรมาส 1/2559 แต่ไม่ได้นำกำไรในส่วนนี้ไปจ่ายเงินปันผลเพิ่มเติม ทั้งนี้การให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นยังเป็นไปตามแผนเดิม คืองบปี 2558 คาดว่าจะใช้เงินในการจ่ายเงินปันผลจำนวน 7,000 ล้านบาท และปี 2559 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 8,000 ล้านบาท
บริษัท บีทีเอสฯ ขายทรัพย์สินครั้งนี้ให้บริษัท ยู ซิตี้ เพื่อจัดโครงสร้างธุรกิจให้ชัดเจน โดยมุ่งทำธุรกิจเดินรถไฟฟ้าและโฆษณา ผ่านบริษัท วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย (VGI) ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ให้บริษัท แสนสิริ ทำโครงการคอนโดมิเนียม และบริษัท ยู ซิตี้ หรือแนเชอรัล พาร์ค ทำอสังหา ริมทรัพย์ในเชิงพาณิชย์
ขณะเดียวกัน บีทีเอสฯ ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท แนเชอรัล พาร์ค สัดส่วน 35.64% ก็จะรับรู้รายได้และกำไรตามสัดส่วนการลงทุนตามปกติ
ก่อนหน้านี้ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ร่วมทุนกับบริษัท แสนสิริ ในสัดส่วนเท่ากัน 50% จัดตั้งบริษัท บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง ทู เพื่อดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
นคร ลักษณกาญจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แนเชอรัล พาร์ค กล่าวว่า บริษัทได้บรรลุถึงข้อตกลงกับบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ เป็นที่เรียบร้อย ในวันที่ 20 เม.ย. 2558 และบริษัทได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ยู ซิตี้ และชื่อย่อ “U” ซึ่งคาดว่าจะได้ฤกษ์ใช้ก่อนวันประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 28 เม.ย. 2558 นี้
ขณะที่บริษัท ยู ซิตี้ ให้รายละเอียดของการได้มาของทรัพย์สินมูลค่าทั้งสิ้นไม่เกิน 10,011 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นของ บริษัท บีทีเอส แอสเสทส์ มูลค่าสุดท้ายของหุ้น จำนวน 29.55 ล้านหุ้น รวมเป็นเงิน 6,777,722,029 บาท และมูลค่าสุดท้ายของหุ้นสามัญของก้ามกุ้งฯ จำนวน 11 ล้านหุ้น รวมเป็นเงิน 2,626,361,200 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 9,404,083,229 บาท
ส่วนทรัพย์สินที่บริษัทได้มา ได้แก่ โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร บนถนนสาทร ซึ่งเป็นโรงแรมลักซ์ชัวรี่ จำนวน 390 ห้อง ที่ดินบริเวณพญาไท ติดกับแนวรถไฟฟ้าบีทีเอสและแอร์พอร์ตลิงค์ จำนวนประมาณ 6 ไร่ ที่ดินบริเวณถนนพหลโยธิน ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสหมอชิต ที่ดินหมอชิต จำนวนประมาณ 11 ไร่ โดยบริษัทเป็นหุ้นยู ซิตี้ จำนวน 200,086,877,212 หุ้น ในราคาหุ้นละ 0.047 บาท มูลค่าประมาณ 9,404.08 ล้านบาท และใบสำคัญแสดงสิทธิชุดที่ 2 ที่มีอัตราการใช้สิทธิ 1 ต่อ 1 ในราคาหุ้นละ 0.047 บาท โดยใบสำคัญแสดงสิทธินี้ไม่ได้เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนและไม่สามารถซื้อขายผ่านกระดานซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารของบริษัทยังคงเป็นชุดเดิม และยู ซิตี้ยังคงดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อยู่ต่อไป โดยจะมีการเริ่มดำเนินการโครงการแรกภายใต้แบรนด์ใหม่ “ยู ซิตี้” คือ การพัฒนาโครงการบนที่ดินที่อยู่บริเวณถนนพญาไท ติดกับรถไฟฟ้าบีทีเอส และแอร์พอร์ตลิงค์
“ด้วยโลเกชั่นที่มีศักยภาพบนพื้นที่บริเวณพญาไท และศูนย์กลางของจุดเชื่อมต่อของสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสและแอร์พอร์ตลิงค์ โดยบริษัทวางแผนที่จะพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเป็นโรงแรม สำนักงานให้เช่า และพื้นที่รีเทล มูลค่าเกือบหมื่นล้านบาท ซึ่งจะมีการเปิดตัวโครงการและเริ่มดำเนินการทันทีภายในปี 2558 นี้ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดเช่าสำนักงานและรองรับกลุ่มนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวภายหลังจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในสิ้นปีนี้” นคร กล่าวเพิ่มเติม
หลังเพิ่มทุนเพื่อแลกกับทรัพย์สินครั้งนี้ ทำให้บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ขึ้นมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของบริษัท ยู ซิตี้ แซงหน้าบริษัท CITIGROUP GLOBAL MARKETS LIMITED-PB CLIENT-NRBS COLLATERAL ที่ถือหุ้นจำนวน 57.48 ล้านหุ้น สัดส่วน 15.91% และวันชัย พันธุ์วิเชียร ถือหุ้นอันดับ 3 จำนวน 12.56 ล้านหุ้น หรือ 3.48% ด้านราคาหุ้นแนเชอรัล พาร์ค ปิดที่ 0.06 บาท เพิ่มขึ้น 0.01 บาท
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป แนะนำให้ “ซื้อ” หุ้น BTS โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 11 บาท ภายหลังฟังการแถลงแถลงเป้าธุรกิจในปี 2559 คือ 1.ธุรกิจขนส่งมวลชน เป้าผู้โดยสารจะเติบโต 4-6% ซึ่งมาจากการเติบโตปกติที่ 2% บวกกับอีก 2-4% ที่จะมาจากโครงการอสังหาริมทรัพย์และศูนย์การค้าที่จะทยอยเปิด
ส่วนค่าโดยสารเฉลี่ย/ตั๋วคาดจะขึ้น 2% ส่วนรายได้จากการรับจ้างบริหารเดินรถมีเป้าโตที่ 3% เนื่องจากไม่ได้มีส่วนต่อขยายของรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นและวงเวียนใหญ่-บางหว้าที่รับจ้างเดินรถไฟฟ้าได้ครบรอบ
ปีแล้ว
2.ธุรกิจสื่อโฆษณา ตั้งเป้าโต 16% จากการโตของสื่อบนระบบรถไฟฟ้าที่ 14% สื่อในอาคารสำนักงาน 26% และสื่ออื่นโต 1,500% ยกเว้นสื่อในโมเดิร์นเทรดที่จะลดลง 11% เพราะหมดสัญญาพื้นที่ sales floor กับเทสโก้ โลตัส
3.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รายได้จากการขายที่ 620 ล้านบาท จากแอ็บสแตร็กส์ พหลโยธิน พาร์ค ที่เหลืออีกราว 80-90 ยูนิต และการขายของธนาซิตี้ และส่วนรายได้จากบริการ 590 ล้านบาท ซึ่งมาจากโรงแรมในกลุ่ม U, ธนาซิตี้ กอล์ฟคลับ และอื่นๆ โดยจะไม่มีรายได้จากโรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร
4.บริการ บัตร Rabbit จะเพิ่มผู้ใช้บริการจาก 3.5 ล้านใบในปัจจุบัน เป็น 5 ล้านใบ และการขยายสาขาภัตตาคารเชฟแมนเป็น 13 แห่ง โดยในปีนี้น่าจะได้ 6-7 แห่ง
“รายได้หลักของบีทีเอสฯ มาจาก VGI จะเป็นรายได้หลัก ตามด้วยการให้บริการรับจ้างการเดินรถไฟฟ้า ส่วนแนวโน้มผลงานไตรมาส 4 (ม.ค.-มี.ค. 2858) รายได้ VGI และยอดขายคอนโดมิเนียมลดลง แต่ฐานที่ต่ำในปีก่อนคาดจะยังเห็นกำไรโตได้อยู่ และทางฝ่ายวิจัยมีแผนที่จะปรับประมาณการตาม VGI โดยขอดูงบโฆษณาก่อน”







