
‘บิวตี้ เซเว่น’ ตีตลาดนอก เสริมสวยสาวซีแอลเอ็มวี
เรื่องของความสวยความงามย่อมอยู่คู่กับผู้หญิงทุกคนอยู่แล้ว เช่นเดียวกับผู้หญิงในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ธุรกิจเครื่องสำอางและความงามจะมีการเติบโตสูงขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจ และหนึ่งในผู้ที่อยู่เบื้องหลังความงามของสาวๆ ในประเทศซีแอลเอ็มวี คือ เครื่องสำอางแบรนด์ไทยอย่าง บิวตี้ เซเว่น (Beauty 7)
เรื่องของความสวยความงามย่อมอยู่คู่กับผู้หญิงทุกคนอยู่แล้ว เช่นเดียวกับผู้หญิงในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ธุรกิจเครื่องสำอางและความงามจะมีการเติบโตสูงขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจ และหนึ่งในผู้ที่อยู่เบื้องหลังความงามของสาวๆ ในประเทศซีแอลเอ็มวี คือ เครื่องสำอางแบรนด์ไทยอย่าง บิวตี้ เซเว่น (Beauty 7)
แบรนด์บิวตี้ เซเว่น ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 2554 โดยเริ่มจากสมเกียรติ ผู้มีชัยวงศ์ ประธานชมรมคลัสเตอร์การค้าไทยและอาจารย์สอนวิชาการตลาด ที่ทดลองเข้าไปทำตลาดในพม่า เพราะต้องการหาประสบการณ์และค้นหาอารมณ์ของตลาดต่างประเทศ เพื่อนำมาสอนนักศึกษาให้เห็นภาพตลาดจริงๆ ได้ชัดเจนมากขึ้น ประกอบกับมองเห็นลู่ทางโอกาสในตลาดเครื่องสำอางในประเทศเพื่อนบ้านกลุ่มนี้
สมเกียรติ ชี้ว่า ตลาดเครื่องสำอางของประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวียังไปได้อีกไกล เพราะตลาดเพื่อนบ้านมีความคุ้นเคยกับสินค้าไทยเป็นอย่างดี และคนมีผิวพรรณคล้ายคลึงกับคนไทย มีความต้องการสินค้าเหมือนกัน คือ ต้องการมีผิวขาว สวยและใส จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)
“เครื่องสำอางที่ทำจากสมุนไพรไทยได้รับความนิยมจากคนในประเทศเพื่อนบ้านที่ยอมรับในคุณภาพของสินค้า แต่สาเหตุที่เอสเอ็มอีไทยไปไม่รอด เพราะตั้งราคาสูงเกินไปไม่เหมาะสมกับคุณภาพสินค้าที่มีอยู่ ทำให้ผู้บริโภคซื้อแล้วไม่ซื้อซ้ำ เมื่อเป็นแบบนี้ต่อให้ลงทุนทำแพ็กเกจจิ้งสวยงามแค่ไหน ก็ไปได้ไม่ยั่งยืน” สมเกียรติ ให้หลักคิดทางการตลาด
สำหรับสินค้าแบรนด์บิวตี้ เซเว่น แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ประกอบด้วย กลุ่มสบู่รักษาสิว ฝ้าและหน้ามัน กลุ่มเดย์และไนต์ครีม และกลุ่มไวเทนนิ่ง สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นการผลิตเพื่อส่งออกเกือบ 100% ตลาดหลัก 60% อยู่ที่พม่า ที่เหลือกระจายอยู่ในตลาดกัมพูชา 20% และลาว 10% โดยมีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 3 หมื่นชุด/เดือน
สำหรับการเข้าทำตลาดของบิวตี้ เซเว่น ในประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี ทั้งพม่า ลาว และกัมพูชานั้น ส่วนใหญ่จะจัดจำหน่ายสินค้าผ่านตัวแทน (เอเยนต์) โดยต้องให้ส่วนแบ่งรายได้ที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้นให้ตัวแทนยินดีทำงานให้ เพราะหากส่วนแบ่งไม่จูงใจพอก็จะทำให้ตัวแทนจำหน่ายไม่มีแรงผลักดันที่จะขายสินค้าให้มากขึ้น
สมเกียรติ กล่าวต่อว่า ตอนนี้ไม่ห่วงเรื่องการทำตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะแบรนด์ติดตลาดแล้ว แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ วัตถุดิบที่ไม่เพียงพอ ขาดตลาด เนื่องจากวัตถุดิบหลักเป็นพืชสมุนไพรไทย จึงทำให้ต้องมีการปรับตัวด้วยการซื้อวัตถุดิบในกลุ่มพืชสมุนไพรที่ใช้ในการผลิตเก็บสต๊อกไว้เพิ่มขึ้นอีก 3 เท่า เพื่อให้เพียงพอรองรับกับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น
“การสต๊อกวัตถุดิบเพิ่มในปริมาณที่มาก เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีมักจะไม่ทำเพราะมีความเสี่ยงสูง และผิดกับหลักการตลาด แต่ที่ต้องทำเพราะมั่นใจและมองว่าตลาดกลุ่มนี้น่าจะสามารถขยายตัวได้อีกมากกว่า 10%” สมเกียรติ อธิบาย
ขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนจะขยายตลาดส่งออกในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น โดยจะขยายฐานในเมืองมัณฑะเลย์ เนย์ปิดอว์ ตองยี และรัฐฉาน เพื่อให้ครอบคลุมตลาดพม่ามากขึ้น ขณะที่ตลาดกัมพูชาจะเจาะตลาดเมืองเสียมราฐ และพระตะบอง จากเดิมที่ทำตลาดเฉพาะในกรุงพนมเปญ และปีนี้จะเริ่มทดลองขยายตลาดในตอนใต้ของจีน เช่น สิบสองปันนาและคุนหมิง รวมถึงประเทศเวียดนามด้วย
นอกจากนี้ ยังได้ต่อยอดธุรกิจด้วยการเปิดศูนย์แสดงสินค้าที่เมืองย่างกุ้งของพม่า เมื่อเดือน มี.ค. 2557 โดยเช่าพื้นที่ชั้นหนึ่งของอาคารบีเอส ซึ่งอยู่ติดกับห้างสรรพสินค้าใหญ่จังก์ชั่นสแควร์ และนำสินค้าของผู้ประกอบการกว่า 24 บริษัท กว่า 1,000 รายการไปจัดแสดง โดยการจำหน่ายสินค้าแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ การขายปลีกให้กับลูกค้าที่มาช็อปปิ้งประมาณ 50% ส่วนอีก 50% จะเป็นการขายตามคำสั่งซื้อปริมาณมาก ซึ่งในอนาคตอาจใช้โมเดลนี้ไปใช้ในประเทศอื่นในอาเซียนต่อไป
ทั้งนี้ เมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) คาดว่าตลาดเครื่องสำอางจะมีมูลค่าประมาณ 1.4 แสนล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.3 แสนล้านบาท โดยไทยจะมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 40% ซึ่งหากทั้งภาครัฐ-เอกชนร่วมกันผลักดันศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ด้านการผลิตในอาเซียน ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและความงามของโลก เชื่อว่าในอนาคตไทยจะมีโอกาสเป็นทั้งฐานการผลิตและรับจ้างผลิตควบคู่กันไปกับตลาดแห่งความงาม







