
แคสเปอร์สกี้ชี้ดีไวซ์สมาร์ท ล้วนมีความเสี่ยงมัลแวร์
สมาร์ทดีไวซ์ จะเริ่มกลายมาเป็นอุปกรณ์สำคัญในการเกิดปัญหาติดมัลแวร์ได้ง่ายขึ้น
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
การป้องกันข้อมูลของผู้ใช้งานอุปกรณ์ไอทีอาจจะไม่ปลอดภัยอีกแล้ว หากปัญหาเรื่องของการติดมัลแวร์นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่จุดเริ่มต้นอย่างระบบปฏิบัติการของอุปกรณ์
ผลสำรวจจากแคสเปอร์สกี้ แล็บ พบว่า ระบบการป้องกันภัยคุกคามของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนนั้น ระบบวินโดวส์มีจำนวนการติดเชื้อด้วยมัลแวร์ถึง 237 ล้านตัว ระบบแอนดรอยด์ 13 ล้านตัว แมค OS 1,200 ตัว และไอโอเอส 283 ตัว
ยูจีน แคสเปอร์สกี้ ประธานและกรรมการบริหาร บริษัท แคสเปอร์สกี้ แล็บ กล่าวว่า เรากำลังเข้าสู่ยุคของการเพิ่มขึ้นของอุปกรณ์สื่อสาร ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน สมาร์ททีวีและสมาร์ทวอตช์ ซึ่งการเพิ่มขึ้นของสินค้าไอทีเหล่านี้ทำให้อาชญากรไซเบอร์เองต่างก็หาวิธีโจมตีผู้ใช้งานที่หลากหลายขึ้น
ดังนั้น สมาร์ทดีไวซ์ อย่างเช่น สมาร์ทวอตช์ สมาร์ททีวี และสมาร์ทโฟน จะเริ่มกลายมาเป็นอุปกรณ์สำคัญในการเกิดปัญหาติดมัลแวร์ได้ง่ายขึ้น เพราะระบบการป้องกันยังไม่รองรับและครอบคลุมปัญหาอาชญากรรมที่ดีพอ ทำให้รูปแบบการโจรกรรมแบบเก่าค่อยๆ พัฒนาจากคอมพิวเตอร์มาเป็นอุปกรณ์เหล่านี้แทน ซึ่งทางบริษัทยังมีความกังวลใจมากหากทีมวิศวกรของบริษัทฯ ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างแท้จริง
“แม้ว่า แคสเปอร์สกี้ จะเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการป้องกันปัญหามัลแวร์และไวรัสต่างๆ มาเป็นระยะเวลานาน แต่เรายังมุ่งมั่นที่จะลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งยังคงมีการเติบโตของอุปกรณ์มากขึ้น บริษัทฯ มีแผนจะลงทุนมากขึ้นแบบไม่จำกัด เพื่อป้องกันสิ่งที่จะเกิดในอนาคต เพราะปัญหาด้านมัลแวร์นั้นเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา” แคสเปอร์สกี้ กล่าว
ในปี 2557 ที่ผ่านมา พบมัลแวร์ทั่วโลกรวมกว่า 260 ล้านตัว ซึ่ง 57% ของผู้ใช้งานซอฟต์แวร์แคสเปอร์สกี้จะเจอปัญหาอย่างน้อย 1 ครั้ง นอกจากนี้ ยังมีมัลแวร์ใหม่ๆ เกิดขึ้นอีก 3.25 แสนล้านตัว ทุกวัน ซึ่ง 5% ของผู้ใช้งานวินโดวส์ทั่วโลกประสบปัญหานี้เช่นกัน
ทั้งนี้ จากผลการสำรวจยังทำให้ทราบอีกว่า เทรนด์การโจมตีกว่า 99% จะมุ่งเป้าไปในกลุ่มสมาร์ทโฟนที่มีระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ส่วนธุรกิจที่จะโดนก่อวินาศกรรมไซเบอร์มากที่สุด คือ โทรคมนาคม สถาบันการเงิน ธุรกิจเพื่อสุขภาพ ขนส่งและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เป็นต้น
“รูปแบบของการโจรกรรมข้อมูลในองค์กรยังคงมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การที่พนักงานหรือผู้บริหารระดับสูงใช้งานอีเมลสาธารณะในการเชื่อมต่อข้อมูลส่วนตัวและการทำงานไว้ด้วยกัน ล้วนแต่มีความเสี่ยงทั้งสิ้น เพราะเราไม่ทราบเลยว่าการเอาบัญชีบัตรเครดิต ข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลการทำงานไปผูกกับระบบอีเมลสาธารณะนั้นจะปลอดภัยจริงหรือไม่” แคสเปอร์สกี้ กล่าว
ลักษณะของการจู่โจมธุรกิจนั้นจะเริ่มจากกลยุทธ์ที่คล้ายคลึงกัน 65% ของเจ้าของธุรกิจที่โดนมัลแวร์จู่โจม จะเริ่มจากซอฟต์แวร์องค์กรเกิดความผิดพลาด (Errors) SCADA (ระบบตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time ใช้ในการตรวจสอบสถานะการทำงาน) ล้มเหลว รวมทั้งการเข้าใช้งานผิดพลาด เป็นต้น
จากนั้นระหว่างที่ฝ่ายไอทีกำลังตรวจเช็กใน 4 ชั่วโมงแรก จะค่อยๆ โดนมัลแวร์จู่โจมระบบไปแล้ว 60% เมื่อครบ 24 ชั่วโมง ระบบจะเสียหายและถูกมัลแวร์แทรกซึมเข้าไปในระบบการทำงานกลาง ทำให้ระบบไอทีของทั้งองค์กรเสียหายทันที
นอกจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบองค์กรหรือทำงานส่วนตัว ผู้ใช้งานอุปกรณ์สื่อสารที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทุกรายต้องรู้จักป้องกันตัวเองเช่นกัน เพราะจะมีมัลแวร์รูปแบบใหม่ที่แทรกซึมเข้ามากับระบบเชื่อมต่อแล้ว จากการล็อกอินเข้าใช้งานเครือข่ายในลักษณะที่ไม่น่าไว้วางใจ หรือปรากฏลิงค์ในลักษณะข้อความที่ไม่น่าเชื่อถือจะมีแทรกขึ้นมาเยอะขึ้น ดังนั้น ก่อนจะกดเข้าเชื่อมต่อใช้งานเครือข่ายหรือเข้าไปดูข้อความใดๆ ควรจะเช็กให้แน่ใจก่อน







