
ทำเงินให้งอกเงย
ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาทางการเงินบุคคล ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า
ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาทางการเงินบุคคล ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีนี้จะเติบโตต่ำกว่าคาดการณ์ เห็นได้จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ต่างก็ปรับลดจีดีพีของประเทศไทยลง ซึ่งเป็นผลมาจากการส่งออกชะลอตัว จึงเป็นข้อมูลที่ต้องนำมาใช้ในการลงทุน
“สถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ จะทำให้ตลาดหุ้นไทยดูไม่น่าลงทุน บริษัทจดทะเบียนจะมีกำไรลดลง อัตราส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ของตลาดหุ้นไทยเริ่มสูงขึ้นจากในอดีตมาอยู่ที่ 15 เท่า ก็ขาดแรงจูงใจ ดังนั้นหากจะแนะนำการลงทุน หากใครมีเงินเย็น ขอแนะนำให้ทยอยลงทุนในหุ้นเน้นหุ้นพื้นฐาน ไม่ใช่หุ้นปั่นตั้งแต่ไตรมาส 2 และไตรมาส 3 เนื่องจากมั่นใจว่าเศรษฐกิจในไทยปลายปีนี้จะเริ่มฟื้นตัวขึ้น” ฉัตรพงศ์ ซึ่งเป็นมืออาชีพด้านการวางแผนการลงทุนให้คำแนะนำ
นอกจากนี้ นักลงทุนรายใดที่สามารถรับความเสี่ยงลงทุนในหุ้นต่างประเทศได้ ขอแนะนำให้ลงทุนในกองทุนรวมที่จะเข้าไปลงทุนในกลุ่มประเทศยุโรปและจีน เนื่องจากยุโรปมีการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก ก็จะเริ่มเห็นผลว่าเศรษฐกิจจะค่อยๆ ทยอยฟื้นตัว และหากพิจารณาจากกองทุนลงทุนในต่างประเทศขณะนี้ พี/อีของกองทุน 2 ประเภทนี้ยังต่ำมาก จึงควรซื้อสะสมไว้เมื่อราคาต่ำ หากซื้อเมื่อราคาขยับขึ้นแล้วก็จะมีโอกาสทำกำไรน้อยลง
อย่างไรก็ตาม นักวางแผนการเงินผู้นี้ซึ่งทำหน้าที่ดูแลเงินให้กับบรรดาผู้ที่ต้องการหาผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากเงินในธนาคารเพียงอย่างเดียว ไม่แนะนำให้นำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ เนื่องจากมีโอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดดอกเบี้ยลงอีกก็ได้ หากมีการลดดอกเบี้ยลงผลตอบแทนของตราสารหนี้ก็จะลดลงทันที
“หากนักลงทุนไม่อยากรับความเสี่ยงอะไรเลย ต้องการจะฝากเงินในธนาคารไว้ ก็ต้องยอมรับว่าผลตอบแทนจะต่ำ แถมต้องเสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝากอีกด้วย หากจะฝากเงินแช่ไว้จริงก็ขอแนะนำให้ไปออมในกองทุนมันนี่ มาร์เก็ต ฟันด์ ที่จะให้ผลตอบแทนดีกว่าการฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ และไม่เสียภาษีผลตอบแทนการลงทุนเหมือนเงินฝาก” ฉัตรพงศ์ ชี้ช่องในการทำเงินให้งอกเงย
สำหรับผู้ที่อยากลงทุนด้วยการสร้างกิจการของตัวเองขึ้นมา หากยังไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ฉัตรพงศ์ที่ทำหน้าที่วางแผนและให้คำปรึกษาทางการเงินบุคคล ธนาคารกสิกรไทย แนะนำให้เขาเหล่านั้นเริ่มต้นด้วยการไปเป็นลูกจ้างเขาก่อนสัก 3-4 ปี เพื่อหาประสบการณ์ สะสมเงินทุน และสร้างเครือข่ายให้มีคนรู้จักเยอะขึ้น ก็จะช่วยให้โอกาสของธุรกิจที่วางแผนว่าจะทำสามารถตั้งตัวได้และประสบความสำเร็จ
นอกจากนี้ ในระยะต้นขอแนะนำให้เริ่มทำเป็นอาชีพเสริมจากงานหลักที่ทำอยู่แล้วไปก่อน หากลาออกจากงานประจำไป ทำธุรกิจไม่สำเร็จจะลำบากมากกว่า เพราะไม่มีอาชีพอื่นมารองรับในภาวะที่เศรษฐกิจฝืดเคือง
“แม้เศรษฐกิจจะแย่ แต่ในภาพรวมธุรกิจรายสาขาก็มีทั้งดีและไม่ดี ทำอาชีพเสริมปลอดภัยกว่า หากจับธุรกิจถูกตัวก็มีโอกาสรวยได้ ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดียิ่งต้องระมัดระวังการนำเงินที่สะสมไว้ไปลงทุน” ฉัตรพงศ์ แนะนำ
ขณะที่ วิน พรหมแพทย์ CFA หัวหน้ากลุ่มงานลงทุน และรองโฆษกสำนักงานประกันสังคม มองว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2558 ยังฟื้นตัวได้อย่างเปราะบาง มีเพียงเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังโตได้บ้าง ประมาณ 3-3.5% แต่ลำพังเศรษฐกิจสหรัฐไม่สามารถช่วยดึงให้ยุโรปและญี่ปุ่นฟื้นจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาได้
เพราะลำพังเศรษฐกิจสหรัฐไม่สามารถช่วยดึงให้ยุโรปและญี่ปุ่นฟื้นจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาได้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐทำให้มีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในปลายปีนี้ ส่งผลให้กระแสเงินลงทุนอาจจะไหลกลับไปสหรัฐทำให้ตลาดการเงิน ทั้งตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นมีความผันผวนได้มาก คาดว่าปี 2558 นี้จะมีโอกาสที่ตลาดหุ้นจะปรับฐานอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นโอกาสดีสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่รอจังหวะเข้าลงทุนในของดีราคาถูก
อย่างไรก็ตาม คนที่เป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นต้องพึงระวัง เพราะข้อมูลที่ วรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนใน 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลงถึง 33.5% มาอยู่ที่ 78.90 จากเดือนที่ผ่านมาที่อยู่ที่ 118.64 ทำให้ทิศทางตลาดทุนของไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะซบเซา
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนมีความเชื่อมั่นลดลงอย่างมากในทุกกลุ่ม โดยดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์มาอยู่ที่ 100 กลุ่ม นักลงทุนต่างประเทศอยู่ที่ 85.71 นักลงทุนรายย่อย 76.79 และสถาบันในประเทศ 76.47
วรวรรณ ชี้แจงว่า ดัชนีความเชื่อมั่นที่ลดลงมาจากเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว นโยบายการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง การลงทุนของภาครัฐ รองลงมาคือสถานการณ์ต่างประเทศ โดยเฉพาะการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน การปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ การก่อการร้าย ซึ่งจะมีผลต่อตลาดทุน
ดังนั้น จึงขอให้จับตามูลค่าการซื้อขาย ซึ่งขณะนี้เริ่มเบาบางลงจากวันละ 6 หมื่นล้านบาท เหลือแค่วันละ 4 หมื่นล้านบาท หากมูลค่าการซื้อขายเบาบางต่อเนื่องก็จะสะท้อนว่านักลงทุนเริ่มหมดแรงซื้อและหันไปลงทุนในตลาดหุ้นอื่นที่น่าสนใจกว่า เช่น จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย
ขณะที่หมวดอุตสาหกรรมที่น่าลงทุนมากที่สุดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ คือ กลุ่มธนาคาร ขณะที่หมวดยานยนต์เป็นหมวดธุรกิจที่ไม่น่าลงทุนมากที่สุด
คนที่พอมีสตางค์ฟังข้อแนะนำเหล่านี้ไว้ย่อมไม่เสียหลาย มีแต่ได้กับได้







